เอเซีย พลัส เปิดโผหุ้นเด่น ลงทุนรับสงครามสงบ "ท่องเที่ยว-ค้าปลีก"

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ในช่วงที่เกิดสงครามตั้งแต่ 1 มี.ค. 6 พ.ค. 69 ตลาดหุ้นไทยถือว่าแกร่ง ปรับตัวลดลงเพียง -0.3% เท่านั้น เนื่องจากได้แรงหนุนจากหุ้นบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้น อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี (PETRO), บรรจุภัณฑ์ (PKG) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) รวมถึงน้ำหนักของตลาดหุ้นไทย (Market Cap) ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี (ETRON, ICT) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน, ปิโตรเคมี, อาหาร, เกษตร) รวม 57%
อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ SET มีความแข็งแกร่ง เนื่องจาก Earning Surprise ไตรมาส 1/69 ล่าสุดประกาศมา 46 บริษัท ดีกว่าที่ตลาดคาดถึง 10.7% โดยช่วงไหนที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ประกาศงบออกมาแล้วมี Earning Surprise ในทางบวก (กำไรดีกว่าคาด) SET มักจะมีแรงส่งให้วิ่งขึ้นไปได้ โดยหากอ้างอิงจากข้อมูลในอดีต กลุ่มอุตสาหกรรมใดที่สามารถทำกำไรได้โตกว่าที่ตลาดคาด ราคาหุ้นของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ในช่วง 5 วันถัดมา มักจะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น
โดยเมื่อวานนี้มีรายงานเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน เม.ย. 69 +2.89% YoY (สูงกว่าคาด +2.2%) สูงสุดในรอบ 38 เดือน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ประกอบการสูงขึ้น ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า เงินเฟ้อไทยที่ยืนอยู่ในระดับสูง ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวอยู่บริเวณ 1.0% แต่คาดหวังนโยบายการคลังเพิ่มเติม อาทิ ไทยช่วยไทยพลัส, เปลี่ยนผ่านพลังงาน, TFFIF ฯลฯ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในยุควิกฤตพลังงาน รวมถึงความเสี่ยงสงครามคลี่คลายลง
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำหุ้นที่เคยถูกกดดันจากประเด็นสงคราม และได้ประโยชน์จากนโยบายการคลังที่เตรียมเข้ามา อาทิกลุ่มค้าปลีก: CPALL, BJC, CPAXT, COM7 กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม: CBG, OSP, ICHI กลุ่มท่องเที่ยว: MINT, AOT, CENTEL, ERW กลุ่มนิคม-ก่อสร้าง: CK, STECON, WHA
เมื่อประเด็นสงครามจางไป ประเด็นการโยกย้ายเม็ดเงินจะตามมา จากนโยบายการเงินหลายประเทศที่ทยอยตึงตัว กดดันดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วง 1 2 เดือนข้างหน้า หนุน Fund Flow ต่างชาติที่ซื้อหุ้นไทยอยู่แห่งเดียวในภูมิภาค ให้ยังคงไหลเข้าและช่วยประคอง SET Index ต่อ อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะช่วยให้ต่างชาติได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม
แม้เม็ดเงิน Fund Flow ยังมีโอกาสทยอยไหลเข้าต่อ แต่ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าน่าจะเห็นการขายทำกำไรกลุ่มหุ้นที่ขึ้นแรงในช่วงสงคราม (ช่วง 1 มี.ค. - 6 พ.ค. 69) เช่น หุ้นส่งออกเทคโนโลยีไทยที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อนอย่างกลุ่ม ETRON +16%, PETRO +24% และจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้ากลุ่มหุ้นที่ถูกกดต่ำแทน เช่น Tourism -20%, Health -13%, Comm -10%
กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้นระยะ 1 2 เดือนข้างหน้า: แนะนำทยอยสะสมหุ้นท่องเที่ยว ERW, CENTEL, MINT, หุ้นโรงพยาบาล BH, BDMS, หุ้นอาหารค้าปลีก CBG, COM7, CPAXT รวมถึงกลุ่มหุ้นต้นทุนพลังงานที่รับอานิสงส์บาทแข็งค่าต่อ ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
