เมื่อพูดถึงเรื่องผี หลายคนอาจนึกถึงผีไทยหรือผีเอเชียเป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้วทวีปยุโรปก็เต็มไปด้วยตำนานลี้ลับและเรื่องเล่าสยองขวัญที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี บางตำนานมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกลาง บางเรื่องกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์ เกม และนิยายชื่อดังมากมาย วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ 20 ผีและสิ่งเหนือธรรมชาติจากยุโรปที่ทั้งน่ากลัว น่าสนใจ และยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน 1. แบนชี (Banshee) – ไอร์แลนด์ แบนชีเป็นหนึ่งในผีที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอร์แลนด์ ตำนานเล่าว่าเธอเป็นวิญญาณหญิงที่มักปรากฏตัวก่อนการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเสียงร้องคร่ำครวญอันโหยหวนซึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน ผู้คนเชื่อว่าหากได้ยินเสียงนี้ จะมีข่าวร้ายเกิดขึ้นในไม่ช้า รูปลักษณ์ของแบนชีมีหลายแบบ บางตำนานกล่าวว่าเป็นหญิงชราผมสีเงิน บางเรื่องเล่าว่าเป็นหญิงสาวสวมชุดสีขาว ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใด เธอก็ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งลางร้ายที่ชาวไอริชหวาดกลัวมาหลายศตวรรษ 2. ไวท์เลดี้ (White Lady) – ยุโรปกลาง ผีหญิงชุดขาวหรือไวท์เลดี้เป็นตำนานที่พบได้ในหลายประเทศของยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ออสเตรีย และสาธารณรัฐเช็ก เชื่อกันว่าวิญญาณเหล่านี้คือหญิงสาวที่เสียชีวิตด้วยความเศร้า ความผิดหวัง หรือถูกทรยศจากคนรัก พวกเธอมักปรากฏตัวตามปราสาท โบสถ์ หรือคฤหาสน์เก่าแก่ในยามค่ำคืน ผู้ที่พบเห็นมักเล่าว่าเธอเดินอย่างเงียบงันและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บางตำนานมองว่าเธอเป็นผู้ส่งสารแห่งโชคร้าย ขณะที่บางแห่งเชื่อว่าเธอเป็นผู้พิทักษ์สมบัติหรือความลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ 3. แบล็กชัค (Black Shuck) – อังกฤษ แบล็กชัคเป็นสุนัขปีศาจขนาดมหึมาจากตำนานพื้นบ้านของอังกฤษ โดยเฉพาะในแถบชายฝั่งตะวันออก ลักษณะเด่นคือขนสีดำสนิทและดวงตาสีแดงเรืองแสงเหมือนถ่านไฟ เชื่อกันว่าการพบเห็นมันเป็นลางบอกเหตุแห่งความตายหรือความโชคร้าย เรื่องเล่าหลายเรื่องระบุว่าแบล็กชัคสามารถปรากฏตัวและหายไปได้อย่างรวดเร็ว บางคนกล่าวว่าเห็นมันเดินอยู่ตามสุสานหรือถนนเปลี่ยวในคืนที่มีหมอกหนา ตำนานนี้ฝังรากลึกในวัฒนธรรมอังกฤษจนถูกนำไปสร้างเป็นหนังสือและรายการโทรทัศน์หลายครั้ง 4. เฮดเลสฮอร์สแมน (Headless Horseman) อัศวินไร้ศีรษะเป็นตำนานที่พบในหลายประเทศของยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและไอร์แลนด์ เขามักปรากฏตัวในรูปของนักรบหรือขุนนางที่ถูกตัดศีรษะและยังคงเร่ร่อนอยู่บนหลังม้าสีดำในยามค่ำคืน หลายเรื่องเล่ากล่าวว่าเขาออกตามหาศีรษะของตนเอง ขณะที่บางตำนานบอกว่าเขาเป็นผู้เก็บวิญญาณของคนที่กำลังจะตาย ความน่ากลัวของอัศวินไร้ศีรษะอยู่ที่การปรากฏตัวอย่างกะทันหันและเสียงฝีเท้าม้าที่ดังมาจากความมืดจนทำให้ผู้คนขนลุกทุกครั้งที่ได้ยิน 5. ลาโยโรนา (La Llorona) แม้จะโด่งดังในอเมริกาใต้และเม็กซิโก แต่ต้นกำเนิดของเรื่องเล่าบางส่วนมีความเชื่อมโยงกับสเปน ลาโยโรนาแปลว่า “หญิงผู้ร่ำไห้” ตำนานเล่าว่าเธอสูญเสียลูกไปอย่างน่าเศร้าและต้องเร่ร่อนร้องไห้อยู่ริมแม่น้ำตลอดกาล ผู้คนมักได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอในยามค่ำคืนแต่ไม่สามารถหาตัวต้นเสียงได้ บางเรื่องเล่ากล่าวว่าเธอจะพยายามพาเด็ก ๆ ไปอยู่กับลูกของตนในโลกวิญญาณ จึงกลายเป็นเรื่องเล่าที่ผู้ใหญ่นำมาใช้เตือนเด็กไม่ให้ออกนอกบ้านตอนดึก 6. ดรอว์การ์ (Draugr) – นอร์เวย์ ดรอว์การ์เป็นผีดิบจากตำนานไวกิ้งที่แตกต่างจากซอมบี้ทั่วไป เพราะยังคงมีสติปัญญาและพละกำลังมหาศาล เชื่อกันว่าพวกมันคือเหล่านักรบหรือหัวหน้าเผ่าที่ไม่ยอมละทิ้งทรัพย์สมบัติหลังความตาย ดรอว์การ์จะคอยเฝ้าสุสานหรือขุมทรัพย์ของตนเอง และพร้อมโจมตีผู้บุกรุกอย่างโหดเหี้ยม เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนความเชื่อของชาวไวกิ้งเกี่ยวกับเกียรติยศและการปกป้องสิ่งที่ตนหวงแหน แม้หลังจากเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม 7. ครัมปัส (Krampus) – ออสเตรีย ครัมปัสเป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งแพะครึ่งปีศาจที่มีเขาแหลม ฟันคม และลิ้นยาวน่าสะพรึงกลัว ในขณะที่ซานตาคลอสจะมอบของขวัญให้เด็กดี ครัมปัสมีหน้าที่ลงโทษเด็กที่ดื้อหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสม ในบางตำนานเขาจะจับเด็กใส่กระสอบแล้วพาไปยังถ้ำของตน ทุกปีในหลายเมืองของออสเตรียและเยอรมนียังคงมีเทศกาล Krampus Night ซึ่งผู้คนแต่งกายเป็นครัมปัสเดินขบวนไปตามถนน สร้างบรรยากาศทั้งสนุกและน่ากลัวไปพร้อมกัน 8. นัคเคลาวี (Nuckelavee) – สกอตแลนด์ หากจัดอันดับสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดในตำนานยุโรป นัคเคลาวีต้องติดอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน มันมีรูปร่างผสมระหว่างมนุษย์และม้า แต่ไร้ผิวหนังจนเห็นกล้ามเนื้อและเส้นเลือดอย่างชัดเจน เชื่อกันว่ามันเป็นต้นเหตุของโรคระบาด ภัยแล้ง และความโชคร้ายต่าง ๆ ชาวเกาะออร์กนีย์ในสกอตแลนด์หวาดกลัวมันมากจนไม่กล้าเดินทางในพื้นที่เปลี่ยวหลังพระอาทิตย์ตกดิน เรื่องเล่านี้ยังคงถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในตำนานสยองขวัญที่น่าขนลุกที่สุดของยุโรป 9. เรเวแนนต์ (Revenant) – ฝรั่งเศส เรเวแนนต์หมายถึงผู้ตายที่กลับคืนมาเพื่อแก้แค้นหรือสะสางเรื่องราวที่ค้างคาใจ แตกต่างจากผีทั่วไปตรงที่อาจกลับมาในสภาพกึ่งวิญญาณกึ่งร่างกาย หลายเรื่องเล่าในฝรั่งเศสยุคกลางบอกว่าผู้เสียชีวิตที่ถูกฆาตกรรมหรือได้รับความอยุติธรรมจะกลับมาหาผู้กระทำผิดจนกว่าจะได้รับการชดใช้ ตำนานเรเวแนนต์ถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของเรื่องผีแก้แค้นที่เราพบเห็นในวัฒนธรรมสมัยใหม่ 10. ดุลลาฮาน (Dullahan) – ไอร์แลนด์ ดุลลาฮานคืออัศวินไร้ศีรษะที่ถือหัวของตัวเองไว้ใต้แขน เขาขี่ม้าสีดำพร้อมรถม้าสุดน่ากลัวไปตามถนนในยามค่ำคืน เมื่อเขาหยุดอยู่หน้าบ้านใด บ้านนั้นจะมีคนเสียชีวิตในไม่ช้า ตำนานยังเล่าว่าไม่มีประตูหรือกำแพงใดสามารถขวางทางเขาได้ ทำให้ผู้คนหวาดกลัวอย่างมากในอดีต และยังเป็นหนึ่งในตำนานที่มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมสยองขวัญของโลกตะวันตก 11. เลชีย์ (Leshy) – รัสเซียและยุโรปตะวันออก เลชีย์เป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ป่าในตำนานสลาฟ ซึ่งพบได้ในรัสเซีย ยูเครน และประเทศใกล้เคียง แม้จะไม่ได้เป็นผีร้ายโดยตรง แต่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ผู้คนต่างเกรงกลัว เชื่อกันว่าเลชีย์สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจ บางครั้งดูเหมือนมนุษย์ธรรมดา บางครั้งสูงใหญ่เท่าต้นไม้ใหญ่ทั้งต้น เขาชอบหลอกนักเดินทางให้หลงทางในป่าลึกด้วยเสียงหัวเราะหรือการเลียนเสียงคนรู้จัก ตำนานนี้สะท้อนความน่าเกรงขามของธรรมชาติในยุคที่ผู้คนยังต้องพึ่งพาป่าไม้ในการดำรงชีวิต 12. รุสซัลกา (Rusalka) – ยุโรปตะวันออก รุสซัลกาเป็นวิญญาณหญิงแห่งสายน้ำที่ปรากฏในตำนานสลาฟหลายประเทศ โดยมักถูกบรรยายว่าเป็นหญิงสาวสวยผมยาว สวมชุดสีขาวและอาศัยอยู่ตามแม่น้ำหรือทะเลสาบ เชื่อกันว่าพวกเธอคือวิญญาณของหญิงสาวที่เสียชีวิตอย่างเศร้าสลด ไม่ว่าจะจากการถูกหักหลัง ความรักที่ผิดหวัง หรืออุบัติเหตุทางน้ำ ในยามค่ำคืน รุสซัลกาจะใช้ความงดงามและเสียงร้องอันไพเราะล่อลวงผู้คนให้เข้าใกล้ ก่อนดึงเหยื่อลงสู่ก้นแม่น้ำ ตำนานนี้ยังถูกนำไปสร้างเป็นโอเปรา ภาพยนตร์ และนิยายแฟนตาซีหลายเรื่อง 13. โนคเคน (Nøkken) – นอร์เวย์ โนคเคนเป็นวิญญาณน้ำในตำนานสแกนดิเนเวียที่มีชื่อเสียงอย่างมากในนอร์เวย์และสวีเดน สิ่งมีชีวิตนี้สามารถแปลงกายได้หลายรูปแบบ โดยมักปรากฏเป็นชายหนุ่มรูปงามที่เล่นไวโอลินหรือเครื่องดนตรีด้วยบทเพลงอันไพเราะ ผู้ที่ได้ยินเสียงดนตรีมักถูกสะกดให้เดินตามไปจนถึงริมทะเลสาบหรือแม่น้ำ จากนั้นโนคเคนจะดึงเหยื่อลงไปในน้ำลึก ตำนานดังกล่าวถูกใช้เตือนเด็ก ๆ ไม่ให้เข้าใกล้แหล่งน้ำตามลำพัง และยังสะท้อนอันตรายของธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ 14. สตริกอย (Strigoi) – โรมาเนีย ก่อนที่โลกจะรู้จักแวมไพร์ในแบบที่เห็นตามภาพยนตร์ ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับสตริกอยมาก่อนแล้ว สตริกอยคือวิญญาณหรือศพที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อดูดพลังชีวิตและเลือดของคนเป็น เชื่อกันว่าผู้ที่เสียชีวิตผิดธรรมชาติ หรือผู้ที่มีคำสาปติดตัว อาจกลายเป็นสตริกอยหลังความตายได้ ในอดีตชาวบ้านบางพื้นที่ถึงกับขุดหลุมศพขึ้นมาตรวจสอบ หากสงสัยว่าผู้ตายอาจกลายเป็นสตริกอย เรื่องราวเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ก่อกำเนิดตำนานแวมไพร์อันโด่งดังในเวลาต่อมา 15. แวมไพร์ (Vampire) – ยุโรปตะวันออก แวมไพร์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่โด่งดังที่สุดในโลก ต้นกำเนิดของตำนานส่วนใหญ่มาจากยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะโรมาเนีย เซอร์เบีย และฮังการี เชื่อกันว่าแวมไพร์เป็นผู้ตายที่กลับมาดูดเลือดมนุษย์เพื่อรักษาความเป็นอมตะ หลายตำนานระบุว่าแวมไพร์กลัวแสงแดด กระเทียม และไม้กางเขน เรื่องราวของแวมไพร์ได้รับความนิยมไปทั่วโลกหลังการตีพิมพ์นิยายเรื่อง “แดร็กคูลา” จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมสยองขวัญสมัยใหม่ 16. โพลเตอร์ไกสต์ (Poltergeist) – เยอรมนี คำว่าโพลเตอร์ไกสต์แปลตรงตัวได้ว่า “ผีส่งเสียงดัง” เป็นวิญญาณที่ขึ้นชื่อเรื่องการก่อกวนผู้คนผ่านปรากฏการณ์ประหลาด เช่น การเคลื่อนย้ายสิ่งของเอง เสียงเคาะกำแพง เสียงฝีเท้า หรือของใช้ที่ตกหล่นโดยไม่มีสาเหตุ หลายกรณีที่ถูกบันทึกไว้ในยุโรปสร้างความสนใจให้กับนักวิจัยเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างมาก บางคนเชื่อว่าเป็นวิญญาณเร่ร่อน ขณะที่บางทฤษฎีมองว่าเกี่ยวข้องกับพลังจิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ โพลเตอร์ไกสต์ก็ยังเป็นหนึ่งในเรื่องผีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก 17. วิลล์โอเดอะวิสป์ (Will-o'-the-Wisp) – อังกฤษ ตามตำนานของอังกฤษและยุโรปเหนือ ผู้คนมักพบเห็นดวงไฟลึกลับลอยอยู่เหนือพื้นดินตามหนองน้ำหรือป่ารกในยามค่ำคืน ดวงไฟเหล่านี้เรียกว่า วิลล์โอเดอะวิสป์ เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณที่คอยหลอกล่อผู้เดินทางให้หลงเข้าไปในพื้นที่อันตราย หลายคนที่พยายามเดินตามแสงประหลาดเหล่านี้มักพบว่าตัวเองหลงทางโดยไม่รู้ตัว แม้ในปัจจุบันจะมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ชื้นแฉะ แต่ตำนานของดวงไฟผียังคงสร้างความน่าพิศวงให้ผู้คนเสมอ 18. กรีนเลดี้ (Green Lady) – สกอตแลนด์ นอกจากผีหญิงชุดขาวแล้ว สกอตแลนด์ยังมีตำนานผีหญิงชุดเขียวหรือกรีนเลดี้ที่โด่งดังไม่แพ้กัน เธอมักถูกพบเห็นตามปราสาทเก่าแก่และคฤหาสน์โบราณ หลายตำนานเชื่อว่าเธอเป็นวิญญาณของหญิงรับใช้หรือสตรีผู้สูงศักดิ์ที่เสียชีวิตอย่างลึกลับ ผู้พบเห็นมักเล่าว่าเธอเดินผ่านกำแพงหรือปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในบางพื้นที่ กรีนเลดี้ถูกมองว่าเป็นผู้พิทักษ์สถานที่ มากกว่าจะเป็นผีร้ายที่คอยทำอันตรายผู้คน 19. ชูเรเล (Churel) – ตำนานพื้นบ้านยุโรปตะวันออกบางพื้นที่ ชูเรเลเป็นวิญญาณหญิงที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์ทรมานและความอาฆาตแค้นในตำนานพื้นบ้านบางภูมิภาค เชื่อกันว่าเธอเกิดจากผู้หญิงที่เสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรม วิญญาณจึงไม่สามารถไปสู่ภพภูมิถัดไปได้ รูปลักษณ์ภายนอกมักงดงามน่าหลงใหล แต่เมื่อเข้าใกล้จะเผยให้เห็นรูปร่างอันน่าสะพรึงกลัว เรื่องเล่าหลายแห่งกล่าวว่าเธอจะล่อลวงผู้คนก่อนดูดพลังชีวิตจนเหยื่ออ่อนแรง ตำนานลักษณะนี้พบได้ในหลายวัฒนธรรมและสะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณที่ยังมีความคับแค้นใจ 20. ผีแห่งหอคอยลอนดอน (Ghosts of the Tower of London) – อังกฤษ หอคอยลอนดอนเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้านเรื่องผีมากที่สุดในโลก ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เต็มไปด้วยการคุมขัง การทรมาน และการประหารชีวิต ผู้คนจำนวนมากอ้างว่าเคยพบเห็นวิญญาณของอดีตราชินี ขุนนาง และนักโทษที่เสียชีวิตภายในกำแพงหินแห่งนี้ หนึ่งในเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดคือการปรากฏตัวของ Anne Boleyn อดีตราชินีแห่งอังกฤษที่ถูกตัดศีรษะ และมีผู้กล่าวว่าเคยเห็นเธอเดินถือศีรษะของตนเองอยู่ภายในหอคอย แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เรื่องเล่าเหล่านี้ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สรุป ตำนานผีและสิ่งเหนือธรรมชาติของยุโรปไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสยองขวัญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และความหวาดกลัวของผู้คนในแต่ละยุคสมัยอีกด้วย บางตำนานเกิดขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนในอดีตยังไม่เข้าใจ บางเรื่องถูกใช้เป็นอุทาหรณ์สอนเด็กและเตือนผู้คนให้ระมัดระวังอันตรายรอบตัว แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี แต่เรื่องเล่าเหล่านี้ก็ยังคงมีเสน่ห์และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เกม นิยาย และซีรีส์มากมาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสยองขวัญระดับโลกที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ รูปภาพทั้งหมดโดย A.I. เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !