รีเซต

ลุ้นแบงก์Q4กำไร4.9หมื่น แนะหุ้น‘KTB-KKP’เด่นสุด

ลุ้นแบงก์Q4กำไร4.9หมื่น แนะหุ้น‘KTB-KKP’เด่นสุด
ทันหุ้น
6 มกราคม 2569 ( 08:00 )
4

#กลุ่มแบงก์ #ทันหุ้น - หยวนต้า คาดกำไร 7 แบงก์ ไตรมาส 4/2568 รวม 4.93 หมื่นล้านบาท ลดลง 4.8% YoY สาเหตุหลัก “รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย-รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ” ลด-ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่ม ทั้งปีคาดกำไรรวม 2.26 แสนล้านบาท โต 5.8% พร้อมคาดจ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี 2568 แจ่ม  ชูหุ้นเด่น  KTB -KKP  แนะ “ซื้อ”

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด  ระบุว่า คาดกำไรกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ไตรมาส 4/2568 ภายใต้  Coverage ของฝ่ายวิจัยทั้ง 7 แห่ง จะมีกำไรสุทธิรวม 49,530 ล้านบาท  ลดลง 4.8%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และลดลง 20.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) ประเด็นกดดันหลักๆ มาจาก 1. รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดลดลง 14.2% QoQ เนื่องจากหลายธนาคารมีการบันทึกกำไรจากเงินลงทุนจำนวนมากในไตรมาส 3/2568 ตามภาวะตลาดที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่ภาพรวมของไตรมาส 4/2568 ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมีทิศทางปรับตัวลง 

*กำไรทั้งปี 68 โต 5.8%

2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานคาดเพิ่มขึ้น 8.5% QoQ เพราะเป็นช่วงที่ธนาคารต่างๆ จะเร่งรับรู้ค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบเทคโนโลยี และระบบให้บริการต่างๆ เพื่อเตรียมรับการดำเนินธุรกิจในปีถัดไป รวมถึงมีค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นปกติที่ Cost to Income Ratio ของแต่ละธนาคารจะเร่งตัวขึ้นในช่างปลายปี และ 3. รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิคาดลดลง 1.4% QoQ สอดรับกับทิศทางของ NIM ที่ปรับตัวลงจากผลของการลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่สินเชื่อรวมคาดเร่งตัวขึ้นเล็กน้อย 0.7% QoQ แต่ ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวในสินเชื่อบริษัทใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนไม่สูงแต่มีความเสี่ยงต่ำ ส่วนการตั้งสำรองคาดลดลง 7.8% QoQ หลังผ่านการเร่งตั้งสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยงไปแล้วในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับกำไรสุทธิของทั้งกลุ่มในปี 2568 คาดจะอยู่ที่ 226,922 ล้านบาท  โต 5.8% YoY หนุนจากกำไรเงินลงทุนที่สูงกว่าคาด ส่วนแนวโน้มปี 2569 เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิรวมจะลดลงเล็กน้อย 0.2% YoY หลังคาด 1.กำไรจากเงินลงทุนจะลดลงจากฐานสูงในปี 2568 แต่คาดบางส่วนจะถูกชดเชยด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมในธุรกิจ Wealth Management ที่เร่งตัวขึ้น และกำไรจากธุรกิจประกันภัยที่ขยายตัวต่อเนื่อง 

2. รายได้ดอกเบี้ยคาดจะยังเป็นแรงกดดัน เพราะธนาคารส่วนใหญ่ยังคงความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ลูกค้า และยังมีผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้มากขึ้น (รับรู้ผลเต็มปี) แต่บางส่วนจะถูกบรรเทาด้วยการลดฐานเงินฝากดอกเบี้ยสูง เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและทำให้ NIM ได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยลง และ 3.การตั้งสำรองคาดจะเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงผลประกอบการโดยรวม เพราะธนาคารต่างๆ มีการตั้ง Management Overlay และเร่งจัดชั้นลูกหนี้ไปมากในปี 2568 ทำให้คาดทิศทางของ Credit Cost ในปี 2569 จะผ่อนคลายลง

*เด่นปันผลสูง

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร "เท่ากับตลาด" แม้ผลดำเนินงานไตรมาส 4/2568 จะไม่สดใส แต่เป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล และฐานกำไรที่สูงกว่าปกติในไตรมาส 3/2568  ขณะที่แนวโน้มหนี้เสียยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ทำให้การตั้งสำรองคาดจะไม่เป็นปัจจัยที่กดดันผลประกอบการ 

นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่าตลาดจะให้ความสนใจ กับแนวโน้มการประกาศเงินปันผลในครึ่งหลังปี 2568  และการดำเนินนโยบายเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น (จ่ายปันผลพิเศษ หรือการซื้อหุ้นคือ) ในช่วงที่การเติบโตของสินเชื่อไม่สูงและมีเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ของ ธปท. มาก จึงทำให้กลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผล (ดิวิเดนยิลด์) สูง และ ฐานกำไรมีเสถียรภาพในระยะยาว  

โดย Top Pick  แนะนำเป็น KTB ให้ราคาเป้าหมาย 32 บาทต่อหุ้น  เนื่องจากคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/2568  ยังโตได้ YoY หลังคุณภาพหนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น และปี 2569  จะมีการขายทำกำไรหุ้นการบินไทยเข้ามาเป็นปัจจัยหนุนในช่วง ไตรมาส 1/2569 และไตรมาส 3/2569  ขณะที่ฝ่ายวิจัยยังมองว่า KTB มีโอกาสสูงที่จะประกาศเงินปันผลที่สูงกว่าคาด หรือประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน เพราะปัจจุบันมีฐานเงินกองทุนที่สูง และมีความเสี่ยงของของพอร์ตสินเชื่อน้อยลงจากในอดีต ส่วน KKP ให้ราคาเป้าหมาย 60 บาทต่อหุ้น  แม้ราคาหุ้นปัจจุบันมี Downside 11.8% แต่คาดให้ดิวิเดนยิลด์  6.1% เราจึงยังคงคำแนะนำ TRADING

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง