นักลงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investor) หรือ วีไอ นักลงทุนกลุ่มนี้มองหุ้น คือการลงทุนในธุรกิจ วิเคราะห์การลงทุนโดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน มีเครื่องมือหลักในการลงทุนด้วยวิธีวิเคราะห์งบการเงินของกิจการ รวมถึงความสามารถในการแข่งขัน นิยมลงทุนถือหุ้นระยะยาว หรือตลอดไป (Forever) จนกว่าพื้นฐานจะเปลี่ยน นักลงทุนโมเมนตัม (Momentum Investor) หรือ เอ็มไอ นักลงทุนกลุ่มนี้วิเคราะห์หุ้นโดยมองปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค จับจังหวะว่าช่วงเวลาไหนเอื้อโอกาสให้กับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใด พวกเขาพร้อมจะขายหุ้นเมื่อทิศทางของอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดี เผดิมภพ สงเคราะห์ นักลงทุนสาย MI (Momentum Investor) จะมองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจเพื่อจับจังหวะเข้าลงทุนในช่วงขาขึ้น และพร้อมขายทิ้งเมื่อทุกอย่างแย่ลง กวี ชูกิจเกษม นักลงทุนสาย VI (Value Investor) เน้นลงทุนในหุ้นคุณค่าราวกับว่ามันเป็นธุรกิจของเราเอง พิจารณาจากการวิเคราะห์งบการเงิน ถ้าเป็นไปได้ก็จะถือหุ้นตลอดไปจนกว่าพื้นฐานของมันจะเปลี่ยน ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ ได้เรียนรู้ว่าการลงทุนหุ้นคุณค่าต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1.ต้องลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี 2.ซื้อในยามที่หุ้นราคาถูกจริง 3.หุ้นมี Growth story ยืนยันว่าจะเติบโต 4.ลงทุนระยะยาว ได้เรียนรู้ว่าคุณสมบัติเฉพาะตัวของนักลงทุนโมเมนตัมที่จะต้องมี คือ 1.คิดถึงผลตอบแทนทุกวัน ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า จะต้องได้ผลตอบแทนเท่าไร ภายในระยะเวลาเท่าไร เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ไม่ใช่คิดจะลงทุนระยะยาวตลอดชีวิตเหมือนวีไอ 2.ต้องมองภาพรวมเศรษฐกิจให้ชัด หากวิเคราะห์และประเมินแล้วว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดีก็ต้องไม่ลงทุน หรือเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ก็ต้องเปลี่ยน 3.ติดตามข่าวตลอดเวลา ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา อาจจะทำให้เหนื่อยอยู่บ้างเพราะนักลงทุนแบบเอ็มไอต้องวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับทุกวัน และต้องรู้สึกตื่นเต้นกับข่าวที่เข้ามาส่งผลกระทบด้วยว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เราเลือกลงทุนอยู่ ส่วนกลุ่มวีไอจะไม่ตื่นเต้นกับข่าวมากนัก 4.วิเคราะห์ข่าวให้เป็น ต้องมองภาพเศรษฐกิจและวิเคราะห์ให้ออกว่าภายใน 2-3 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เป็นการมองวิเคราะห์แบบวันต่อวัน แบบนั้นจะเป็นการเก็งกำไรมากกว่า ได้เรียนรู้ว่าหุ้นเติบโต (Growth Stock) คือ หุ้นที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น เช่น มีอัตราการขยายตัวของกำไรสุทธิ 80% ในขณะที่บริษัทในตลาดหุ้นมีกำไรสุทธิเติบโตเพียง 7% เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ยากมากที่บริษัทใดจะมีการขยายตัวในระดับสูงๆ ได้เป็นเวลานานติดต่อกัน เหตุผลของการขยายตัวสูงก็มีได้หลายอย่าง เช่น เป็นบริษัทขนาดเล็กเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ช่วงแรกการเติบโตของผลประกอบการจึงสูง แต่ต่อไปก็จะลดลง หรือบริษัทมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จ มีกำไรเติบโตสูง แต่ครั้นพอเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็มีคู่แข่งเข้ามาในธุรกิจนั้นด้วย ทำให้กำไรเติบโตลดลง หรือไปซื้อกิจการบริษัทอื่นมาทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมาก แต่ในปีถัดไป อัตรากำไรก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือบางบริษัทเข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ก็ทำให้กำไรเติบโตเพิ่มขึ้น ก็กลายเป็นหุ้นโกรทไปด้วย ได้เรียนรู้ว่าหุ้นเติบโตยังนับรวมถึงหุ้นฟื้นตัว (Turn Around Stock) ด้วย คือธุรกิจฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำของผลประกอบการ และกำลังกลับมาดีขึ้นตามวงจรเศรษฐกิจ ซึ่งโดยธรรมชาติ ช่วงแรกของการฟื้นตัวกำไรจะเติบโตมาก ได้เรียนรู้ว่าหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) หุ้นที่ไม่วิ่งตามดัชนีตลาดหรือหุ้นโตช้า คือ ราคาหุ้นที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ในขณะที่ตลาดหุ้นมีการเหวี่ยงเยอะ ไม่ว่าจะเหวี่ยงขึ้น เหวี่ยงลง และส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค เช่น โรงไฟฟ้า ประปา หรือหุ้นที่มีรายได้สัมปทานแน่นอน อีกข้อหนึ่งก็คือเป็นหุ้นที่เราจะคาดการณ์กำไรสุทธิได้ง่ายรวมถึงเงินปันผลด้วย และจะไม่ค่อยผิดพลาดไปจากที่เราคาดเดาไว้ ทำให้ราคาหุ้นปลอดภัยในตลาดจะค่อนข้างนิ่ง โอกาสที่ราคาหุ้นจะผิดคาดไปจึงไม่มากนัก และเราก็รู้ด้วยว่าต้องกำไรเท่านี้ หุ้นปลอดภัยจึงเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวจริงๆ มากกว่า ได้เรียนรู้ว่ามีคำถามบ่อยว่า หุ้นปลอดภัยที่ราคาไม่ค่อยเคลื่อนไหวตามตลาด นักลงทุนแบบวีไอชอบไหม?! คำตอบคือ วีไอ ก็ไม่ชอบนะ ในความเป็นจริง หุ้นปลอดภัยจะไม่เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวสักเท่าไร เนื่องจากราคาหุ้นที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวนั่นเอง นอกเสียจากว่าจะเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสูง ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับหุ้นปันผลสูง (Dividend Stock) ที่นักลงทุนแนววีไอซึ่งเน้นเงินปันผล มักจะซื้อลงทุน ได้เรียนรู้ว่าหุ้นปันผลสูง (Dividend Stock) จะแตกต่างกับหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) แม้ว่าหุ้นสาธารณูปโภคบางตัวให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง แต่ก็มีหุ้นสาธารณูปโภคบางตัวที่จ่ายเงินปันผลต่ำมาก ดังนั้น หุ้นปลอดภัยจึงไม่ใช่หุ้นปันผลสูง ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ได้เรียนรู้ว่าหุ้นปันผลสูงเป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด โดยทั่วไปตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) โดยเฉลี่ยประมาณปีละ 3-4% แต่หุ้นปันผลสูงจะให้ผลตอบแทนได้ถึง 6-10% หุ้นปันผลสูงจะมีกระจายอยู่ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นปันผลจะต้องเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และคาดว่าจะจ่ายปันผลสูงต่อไปอีกในอนาคต ซึ่งบางบริษัทมีกำไรผันผวนมากทำให้เงินปันผลผันผวนตามไปด้วย หากเป็นแบบนี้ไม่เรียกว่า หุ้นปันผลสูงจะเป็นลักษณะของหุ้นเติบโต (Growth Stock) แทน....จุดอ่อนของหุ้นปันผลสูงก็คือเรื่องของสภาพคล่อง ได้เรียนรู้ว่าการเลือกหุ้นด้วย PEG เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นักลงทุนโมเมนตัมนำมาคัดเลือกหุ้น โดยอาศัยอัตราค่าการเติบโต (G = Growth) ของหุ้นมาช่วยในการเปรียบเทียบ บางครั้งหุ้นที่มีค่า P/E สูงกว่าอาจจะน่าลงทุนกว่าหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่าก็ได้ถ้าหุ้นที่มีค่า P/E สูงกว่าสามารถทำกำไรได้ดีกว่า (PEG = P/E หารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น) ดังนั้น ไม่ว่าหุ้นเติบโต (Growth Stock) หรือหุ้นคุณค่า (Value Stock) จะดู PEG ถ้ามีค่าน้อยกว่า 1 ก็สนใจ แต่ถ้ามากกว่า 1 ก็ไม่ลงทุน คือยอมจ่ายมูลค่าพรีเมี่ยมเฉพาะสถานการณ์ที่กำลังจะกลับมาพลิกฟื้นดีขึ้น ได้เรียนรู้ว่า VI มักดูตัวเลขเพื่อการลงทุนระยะยาว 2 ตัว คือ 1.GDP (การขยายตัวของเศรษฐกิจ) 2.อัตราเงินเฟ้อ (ถ้าเฟ้อจากความต้องการถือว่าโอเค) ได้เรียนรู้ว่าหาบริษัทที่มีแรงต้านทานสูงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยตัวเลขที่ใช้วิเคราะห์เรื่องนี้ คือ กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earning per Share : EPS) เป็นตัวเลขที่หาได้ง่ายที่สุดในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานย้อนหลัง โดยกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทต้องโตสม่ำเสมอ มีลดลงบ้างในช่วงเศรษฐกิจขาลงแต่ต้องไม่ขาดทุน ได้เรียนรู้ว่าหาบริษัทที่มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าได้สูง โดยวิเคราะห์จากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross profit margin) ไม่ใช้กำไรสุทธิเพราะจะมีค่าใช้จ่ายอื่นปนเข้ามาได้ การเป็นผู้นำของธุรกิจให้ดูจากอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (SG&A Expense) ได้เรียนรู้ว่าหาบริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง โดยวิเคราะห์อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity : D/E ) ซึ่งหาได้จากนำส่วนของหนี้สินหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น หากเป็นบริษัทที่มีค่าต่ำกว่า 1 หรือ 0.5 เท่ายิ่งดี เพราะจะป้องกันความเสี่ยงตอนเศรษฐกิจที่เป็นขาลง ได้เรียนรู้ว่าในทางทฤษฎีราคาหุ้นไม่ควรที่จะซื้อขายอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า P/BV 1 เท่า เพราะถือว่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี หรือต่ำกว่าส่วนความเป็นเจ้าของ ถ้าเกิดขึ้นแสดงว่ากิจการนั้นอาจจะกำลังมีปัญหาอะไรบางอย่าง เช่น มีการคาดการณ์ว่าบริษัทจะขาดทุนซึ่งทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงและมูลค่าทางบัญชีลดลงด้วยนั่นเอง แต่หาก P/BV ต่ำกว่า 1 เท่าจากเหตุผลต่างๆ เช่น เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำจนไม่มีใครสนใจ หรือเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนทำให้นักลงทุนสถาบันและต่างชาติแห่ขายหุ้นออกมา และพื้นฐานหุ้นระยะยาวยังดีนี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนวีไอ ได้เรียนรู้ว่าในฐานะนักลงทุนวีไอ จะวิเคราะห์ราคาหุ้นว่าถูกหรือแพงจะดูที่ P/BV เป็นหลัก ไม่ดูค่า P/E เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) มีโอกาสที่จะผันผวน บางช่วงเศรษฐกิจตกต่ำลง กำไรลดลงอย่างหนัก ค่า P/E ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือบางทีหากว่าบริษัทขาดทุน บางช่วงเศรษฐกิจขยายตัวสุดขีด กำไรโตดีมาก จนทำให้ค่า P/E ลดลงนักลงทุนก็ไล่ราคาขึ้นไป เพื่อให้ค่า P/E กลับขึ้นไปเท่าเดิม ได้เรียนรู้ว่าวิธีการดูว่าควรซื้อขายที่ P/BV กี่เท่าดี ให้ดูบริษัทที่มี ROE สูง (ROE คืออัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไรเกิดขึ้นจากการนำกำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งมีความหมายว่า ส่วนผู้ถือหุ้นที่เราลงทุนไป สร้างกำไรได้กี่เปอร์เซ็นต์แน่นอนยิ่งมากยิ่งดี ดังนั้นถ้า ROE สูงหรือบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรได้ดี นักลงทุนก็ยอมจ่ายแพงขึ้น ถือว่ามีเหตุผลอย่างมาก) นักเขียนทั้งสองที่ผ่านการทำงานในฐานะนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จะมาอธิบายถึงแนวทางการลงทุนของตนให้เข้าใจแนวทางต่าง แต่เป้าหมายเดียวกัน ....การลงทุนหุ้นจะประสบความสำเร็จได้ต้องรู้จักตัวเองก่อนเป็นอย่างแรกเลยว่าถนัดสไตล์การลงทุนแบบไหน แล้วยึดแนวทางนั้นในแบบของตัวเอง โดยไม่เขวว่าจะเลียนแบบสไตล์คนอื่นที่ประสบความสำเร็จ แต่ตัวเองกลับไม่ถนัดการลงทุนแบบนั้น อย่างนี้เสี่ยงต่อผลตอบแทนเป็นอย่างมาก เครดิตภาพ ภาพปก โดย drobotdean จาก freepik.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 โดย freepik จาก freepik.com ภาพที่ 4 โดย DC Studio จาก freepik.com บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน รีวิวหนังสือ Stock Startup ลงทุนหุ้น VI (ครบจบในเล่มเดียว) รีวิวหนังสือ นั่งตกปลากับบัฟเฟตต์ (Gone Fishing with Buffett) รีวิวหนังสือ รู้เทคนิคพลิกกำไร คู่มือเทรดหุ้นสายกราฟ ฉบับมือใหม่ รีวิวหนังสือ เทรดหุ้นด้วยกราฟ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !