รีเซต

"สีหศักดิ์" มอบนโยบายแก่เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตจาก 24 ประเทศทั่วยุโรป

"สีหศักดิ์" มอบนโยบายแก่เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตจาก 24 ประเทศทั่วยุโรป
TNN ช่อง16
24 พฤษภาคม 2569 ( 19:07 )

1.    Diplomacy of Strategy นักการทูตต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

2.    Diplomacy of Speed การขับเคลื่อนต้องเร็ว บางอย่างรอไม่ได้ เช่น เรื่องประเด็นไทย-กัมพูชา จากแต่เดิมกระทรวงต่างประเทศอาจทำงานแบบรอให้เรื่องตกผลึกก่อน

3.    Diplomacy of Coherence การทูตต้องเชื่อมโยงได้ เพราะบางเรื่องนั้นมีหลายมิติ และต้องมีเอกภาพในด้านนโยบาย ตลอดจนการทำงานเป็นทีม ทั้งภายในกระทรวงเอง และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องนอกกระทรวง

กรณีนี้ตรงกับยุโรปอย่างมาก ทูตต้องทำงานประสานร่วมกัน ไม่ใช่ทำเฉพาะที่บรัสเซลส์อย่างเดียว 

4.    Diplomacy of Communication การสื่อสารต้องง่าย เข้าใจได้ ต้องมอนิเตอร์ความรู้สึกของประชาชนว่ากำลังคิดอะไร และต้องสื่อสารให้เข้าใจว่ากระทรวงต่างประเทศกำลังทำอะไร เป้าหมายคืออะไร

สำหรับประเด็นไทย-กัมพูชา นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในตอนนี้ ไม่แน่ใจว่ากัมพูชาเข้าใจตนเองหรือยัง กัมพูชาอาจมีปัญหาภายใน เพราะด้านหนึ่งก็มาหาประเทศไทย มานั่งคุยกันเพื่อแก้ปัญหา แต่ขณะเดียวกัน อีกวันหนึ่ง กัมพูชาก็ออกมาเล่นงานไทยในเวทีต่างๆ โดยเฉพาะที่นิวยอร์กและเจนีวา รวมถึงองค์การยูเนสโก กัมพูชาเล่นทุกประเด็น เพราะสิ่งที่กัมพูชาพยายามวาดภาพ คือ ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศ ไม่ปฏิบัติตามหลักสากล

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึง การจับมือกันของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ว่า สาธารณชนอาจมองว่า ทำไมไทยต้องไปจับมือ แต่ในมุมมองกระทรวงต่างประเทศ เรารู้ว่าท้ายที่สุด ทั้งสองประเทศต้องอยู่ร่วมกัน ในมุมหนึ่ง กระทรวงต้องตอบสนองกระแสภายในประเทศ แต่ถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องบริหารจัดการกระแสภายในประเทศด้วยเพื่อให้ประชาชนตระหนักว่า เราต้องเริ่มปรับสัมพันธ์

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงบทบาทในในเรื่องเมียนมา ซึ่งไทยเป็นผู้ผลักดันประเทศแรกในอาเซียน ไทยเป็นคนบอกว่าฉันทามติห้าข้อไม่มีทางไปไหน ไม่มีการนำเสนอยุทธศาสตร์ในการใช้ฉันทางมติห้าข้อให้ที่ประชุมพิจารณา นโยบายของไทยที่เสนอให้กลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ฉันทามติห้าข้อได้มีการนำไปใช้ ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่หนีสภาพความเป็นจริงไปไม่ได้

ในด้านจุดยืนเรื่องโลกแบ่งขั้ว นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยไม่เลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่พยายามเลือกสองทาง ซึ่งแล้วแต่ว่าผลประโยชน์ไปทางไหน แต่ต้องมองมหาอำนาจเหล่านี้ด้วยความเป็นจริง ไม่ใช่ด้วยอุดมคติ แต่หากเราไม่อยากอยู่ตรงกลาง หรือเลือกข้าง เราต้องไปหาขั้วอื่นๆด้วย

ขั้วอียู ซึ่งตอนนี้เป็นอิสระมากขึ้นเพราะอียูต้องการรักษาความเป็นอิสระในทางยุทธศาสตร์ ไทยก็ต้องเข้าหาอียู เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ส่วนอินเดียนั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอินเดีย ซึ่งมองโลกคล้ายกัน เช่น ประเด็นเมียนมา อินเดียมองว่าต้องร่วมมือกับไทย และได้มีการกระชับความสัมพันธ์เรื่อง ยุทธศาสตร์ความมั่นคงเมียนมาด้วย

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเริ่มขยับเช่นกัน เพราะรู้ว่าจะไปกับสหรัฐฯทางเลือกเดียวไม่ได้ ญี่ปุ่นจึงกลับเข้ามาในภูมิภาคที่จีนกำลังมีบทบาทครอบงำอยู่ ซึ่งไทยได้มีการหารือกับญี่ปุ่นเช่นกัน รวมถึงเกาหลีใต้และออสเตรเลีย เพราะเราต้องการเห็นระเบียบภูมิภาค ที่เป็นโลกหลายขั้วที่มีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องการเป็นพิเศษคือ ASEAN Centrality หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งอาเซียนต้องเป็นสมอของระเบียบภูมิภาค แต่อาเซียนก็มีปัญหาภายใน เพราะความคิดไม่ตรงกัน หัวใจของปัญหาอาเซียนคือ เอาผลประโยชน์มาก่อนภูมิภาค ตอนนี้ทุกคนลืมไปแล้วว่าผลประโยชน์ของภูมิภาคคืออะไร ไปมุ่งแต่ผลประโยชน์ของแต่ละประเทศไทยพยายามเสนอว่าเราต้องมานั่งคุยกัน

ท้ายสุด นายสีหศักดิ์ ได้มอบโจทย์สำคัญต้องเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตทั่วยุโรป โดยตั้งโจทย์ว่า จะเสริมสถานะและความเชื่อมั่นในประเทศไทยอย่างไร และโอกาสของประเทศไทยในความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ คืออะไร ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ตลาด แต่รวมถึงเรื่อง อาเซียน อียู และเขตการค้าเสรี ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มโอกาส เพราะทูตทำงานแค่ส่งเสริมความสัมพันธ์คงไม่ได้ แต่ต้องคิดว่าจะทำให้เกิดอะไรได้บ้าง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง