คนริมโขง "ไม่กล้ากินปลา" เมื่อสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต กลายเป็นระเบิดเวลามลพิษ

“เราไม่เห็นเด็กลงเล่นน้ำอีกแล้ว เราไม่เห็นนก เราไม่เห็นผีเสื้อ”
“สายน้ำกำลังตาย และถ้าสายน้ำตาย แล้วผู้คนจะเป็นอย่างไร”
“แม่น้ำก็เหมือนชีวิต... ถ้ามันร้องไห้ได้ ป่านนี้มันคงร้องไห้ไปแล้ว”
คำพูดสั้น ๆ ของคนริมโขง อาจอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำสายนี้ได้ดีกว่ารายงานวิชาการหลายร้อยหน้า
ครั้งหนึ่งแม่น้ำโขงที่เคยเป็นสนามเด็กเล่นของเด็กเชียงแสน
เป็นแหล่งอาหาร แหล่งเศรษฐกิจ และยังเป็นเหมือนเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงชีวิตคนเชียงแสน จ.เชียงราย มาหลายชั่วอายุคน
แต่วันนี้ผู้คนเริ่มถอยห่างจากแม่น้ำโขง ไม่มีใครมั่นใจว่าปลาที่จับขึ้นมาจะปลอดภัย
และไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า สายน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขามาหลายรุ่น กำลังปนเปื้อนมากเพียงใด
กระแสน้ำสีน้ำตาลที่ไหลผ่านเชียงแสนในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงภาพของแม่น้ำที่เปลี่ยนสี
แต่มันคือภาพของความเชื่อมั่นที่กำลังค่อย ๆ หายไปจากผู้คนริมโขง
สมเดช สิงห์ทอง ชาวประมงแม่น้ำโขง ยังบังคับเรือเหล็กลำเล็กฝ่ากระแสน้ำสีน้ำตาล ออกจับปลาในแม่น้ำโขง
แม้แพทย์ตรวจพบสารหนูในระดับสูงผิดปกติในเล็บและปัสสาวะของเขา
ขณะเดียวกันยังพบโลหะหนักชนิดนี้ในแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ผู้คนนับล้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาอาศัย
“ผมไม่เคยกลัวนะ แต่ชาวบ้านคนอื่นกังวล พวกเขาไม่กินปลา บางคนไม่แตะต้องเลยด้วยซ้ำ” สมเดชย้ำ
แม้ว่าทางการจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคหอยจากแม่น้ำ รวมถึงเครื่องในปลาน้ำจืดจากแม่น้ำโขง หลังทางการตรวจพบสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ในลำน้ำสาขาหลายแห่งของแม่น้ำโขง เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา
แต่ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยและมีราคาที่เอื้อมถึง
บัวคลี่ ศรีสวัสดิ์ แม่ค้าปลาที่เชียงแสน จ.เชียงรายกล่าวว่าลูกค้าบางส่วนเริ่มกลับมาซื้อปลาอีกครั้ง
เธอยืนยันว่าปลาที่เก็บไว้ในถังแช่พลาสติกของเธอยังรับประทานได้ไม่มีสารปนเปื้อน เพราะหน่วยงานหลายแห่งเข้ามาตรวจสอบแล้ว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรรณ วิริยะ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าระดับสารหนูในตะกอนแม่น้ำกก ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง สูงกว่าค่าปกติถึง 10 เท่า
“แม่น้ำโขงวันนี้จึงไม่ต่างกับ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงระยะยาวต่อโรคมะเร็งและความผิดปกติทางระบบประสาท โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เปราะบาง”
นักวิจัยและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่มองว่า ต้นตอของมลพิษมาจากเหมืองผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ซึ่งสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อทำให้เกิดช่องว่างในการประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยขาดการควบคุม
โดยหนึ่งในทรัพยากรที่ถูกขุดคือ “แร่หายาก” หรือ Rare Earth Elements
กรมควบคุมมลพิษของไทยระบุเมื่อเดือนเมษายนว่า พบสารหนูในตะกอนดินใกล้อำเภอเชียงแสนสูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ซึ่งมากกว่าระดับที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำถึงกว่า 9 เท่า
นับเป็นครั้งแรกที่ตรวจพบการปนเปื้อนในตัวแม่น้ำโขงโดยตรง ไม่ใช่เพียงในลำน้ำสาขา
แม่น้ำโขงอาจยังคงไหลเหมือนเดิม
แต่สถานะทุกวันนี้ไม่ต่างกับสายน้ำที่กำลังตาย ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสายน้ำแห่งนี้กำลังขาดสะบั้น
เมื่อเด็กไม่กล้าลงเล่นน้ำ
ชาวบ้านไม่มั่นใจในปลาที่จับขึ้นมา
คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า แม่น้ำโขงปนเปื้อนแค่ไหน
แต่อยู่ที่ว่าเราจะปล่อยให้สายน้ำแห่งชีวิตของผู้คนนับล้าน ค่อย ๆ ป่วยลงต่อหน้าต่อตาอีกนานแค่ไหน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
