สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่นจีน เหตุซื้อน้ำมันดิบอิหร่าน หวังตัดเส้นเลือดการเงิน

นอกจากสหรัฐฯ จะยังคงการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านแล้ว สหรัฐฯ ยังเดินหน้าตัดเส้นเลือดทางการเงินของอิหร่านด้วย ล่าสุดประกาศคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันของจีนหลังสั่งซื้อน้ำมันดิบจำนวนมากจากอิหร่าน ขณะที่ปัจจุบันมีบริษัทขนส่งและเรือประมาณ 40 แห่งแล้ว ที่ถูกคว่ำบาตร
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันของจีนแห่งหนึ่งในวันศุกร์ (24 เม.ย.) เนื่องจากมีการซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณมาก ทั้งนี้ การดำเนินการของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อลดรายได้ที่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธของอิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านใกล้เข้าสู่เดือนที่ 2
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุด้วยว่าในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรบริษัทขนส่งและเรือประมาณ 40 แห่งที่มีการดำเนินงานในฐานะส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของอิหร่าน โดยกล่าวหาว่ากลุ่มดังกล่าวทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดทางการเงินให้กับรัฐบาลอิหร่าน ด้วยการขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของอิหร่าน
รายงานระบุว่า การดำเนินการของสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันไม่เพียงต่ออิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศต่าง ๆ ที่ยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ในช่วงที่ทรัมป์กำลังเผชิญความท้าทายในการเจรจาทำข้อตกลงยุติสงคราม ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางเยือนจีนซึ่งเป็นประเทศที่ซื้อน้ำมันจากอิหร่านมากที่สุดในโลกในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้ เพื่อพบกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน
ขณะที่ความเคลื่อนไหวอีกด้าน "สก็อตต์ เบสเซนต์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่าในวันศุกร์ (24 เม.ย.) ว่า สหรัฐฯ จะไม่ต่ออายุมาตรการยกเว้นที่อนุญาตให้มีการซื้อน้ำมันรัสเซียที่อยู่ในทะเล หลังจากใบอนุญาตปัจจุบันที่มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนอุปทานพลังงานทั่วโลกจะหมดอายุในวันที่ 16 พ.ค. นี้ โดยเบสเซนต์ระบุว่าน้ำมันรัสเซียที่อยู่ในทะเลส่วนใหญ่ถูกซื้อไปแล้ว และยังกล่าวด้วยว่า การต่ออายุมาตรการยกเว้นแบบครั้งเดียวสำหรับน้ำมันอิหร่านที่อยู่ในทะเลนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในแผนอย่างสิ้นเชิง
"ทรัมป์" เบรกเจรจาอิหร่าน สันติภาพสั่นคลอน
สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังคงไร้วี่แววว่าจะเกิดขึ้น ล่าสุด ทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงปฏิเสธที่จะเจรจาโดยตรง ขณะที่ปากีสถานไม่ ก็ยังไม่ย่อท้อต่อการส่งเสริมสันติภาพครั้งนี้
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 เม.ย.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้สั่งยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนกรุงอิสลามาบัดข องสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ สองทูตพิเศษ ส่งผลให้ความพยายามของปากีสถานในการเป็นตัวกลางรื้อฟื้นสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง โดยการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจาก "อับบาส อารักชี" รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เสร็จสิ้นการหารือกับผู้นำปากีสถานและออกเดินทางต่อไปยังโอมาน
“ทรัมป์” ให้เหตุผลที่เปลี่ยนใจว่า "สหรัฐฯ เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้ทั้งหมด ขณะที่พวกเขาจะโทรหาเราตอนไหนก็ได้ที่ต้องการ แต่เขาจะไม่ยอมให้ใครต้องบินไกลถึง 18 ชั่วโมงเพื่อไปนั่งคุยเรื่องไร้สาระอีกต่อไปแล้ว"
การยกเลิกดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอิหร่านได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่มีการเจรจาโดยตรงกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในกรุงอิสลามาบัด หากสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบสนองเงื่อนไขเบื้องต้นก่อน โดยฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าจะหารือกับฝ่ายปากีสถานเท่านั้น และจะใช้กรุงอิสลามาบัดเป็นช่องทางในการถ่ายทอดข้อพิจารณาของอิหร่านเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้ง อย่างไรก็ดี ฝ่ายอิหร่านระบุว่าจะยังคงมีส่วนร่วมเพื่อช่วยกำหนดเส้นทางทางการทูตในอนาคต และได้แสดงความขอบคุณต่อความพยายามอย่างจริงใจของปากีสถานในการส่งเสริมสันติภาพครั้งนี้
นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ยกระดับท่าทีแข็งกร้าวผ่านการสื่อสารต่อสาธารณะในประเด็นการปิดล้อมทางทะเล โดยกองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ออกมาเตือนเมื่อวันเสาร์ว่า พร้อมตอบโต้หากสหรัฐฯ ยังคงทำการที่เรียกว่า "การปิดล้อม การปล้นสะดม และการกระทำอันเป็นโจรสลัด" ในภูมิภาค ซึ่งหมายถึงการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของกองทัพเรือสหรัฐฯ และปฏิบัติการล่าสุดต่อเรือที่มุ่งหน้าสู่อิหร่าน โดยยืนยันว่ากองทัพอิหร่านพร้อมสร้างความเสียหายที่รุนแรงยิ่งขึ้นหากสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงรุกราน และจะรักษาอำนาจการควบคุมเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ไว้ ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า เส้นทางสู่การเจรจายังคงมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างกันในเงื่อนไขหลักของการเจรจากัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
