รีเซต

‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ เปิดกองเจาะหุ้นเมกะเทรนด์ทั่วโลก ขั้นต่ำ 1,000 บาท พร้อมขาย 4-14 ม.ค.นี้

‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ เปิดกองเจาะหุ้นเมกะเทรนด์ทั่วโลก ขั้นต่ำ 1,000 บาท พร้อมขาย 4-14 ม.ค.นี้
มติชน
4 มกราคม 2565 ( 15:04 )
36
‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ เปิดกองเจาะหุ้นเมกะเทรนด์ทั่วโลก ขั้นต่ำ 1,000 บาท พร้อมขาย 4-14 ม.ค.นี้

นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มองเห็นโอกาสการเติบโตของหุ้นกลุ่มเมกะเทรนด์ทั่วโลก จึงต่อยอดโอกาสการลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วไป ด้วยรูปแบบการลงทุนระดับ Private Wealth หรือ การบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล จากทีมผู้จัดการกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ ที่เข้าถึงความชำนาญในการลงทุนต่างประเทศของ จูเลียส แบร์ ซึ่งเป็นบริษัทจัดการระดับพรีเมียมของสวิตเซอร์แลนด์ที่ดำเนินธุรกิจใน 30 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมการลงทุนมากกว่า 250 Active Funds หรือการบริหารแบบเชิงรุกให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่ามาตรฐาน และ 500 Passive Funds หรือการบริหารให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีมากที่สุด ทั้งยังเป็น 1 ใน 5 อันดับสูงสุดของผู้ให้บริการด้านผู้จัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งบริษัทฯ ถือว่าประสบความสำเร็จจากการนำเสนอกองทุนหุ้นทั่วโลก ที่บริหารผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 ด้วย โดยจะเปิดเสนอขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Global Megatrends (SCBMEGA) ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท เสนอขายครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 4 – 14 มกราคม 2565 และสามารถซื้อได้ในทุกช่องทางรวมถึงผู้สนับสนุนการขายทุกราย

 

นางนันท์มนัส กล่าวว่า กองทุน SCBMEGA มีกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก ผ่านการลงทุนในกองทุนหลัก (Core Fund) และกองทุนเสริม (Satellites Funds) เพื่อสร้างการเติบโตของผลตอบแทนโดยการลงทุนแบบ Pro-active และปรับเปลี่ยนการลงทุน Satellites ให้เหมาะกับสภาวะโอกาสที่น่าสนใจ โดย 5 เมกะเทรนด์หลักที่เลือกลงทุน ประกอบด้วย 1) Arising Asia การเพิ่มขึ้นของประชากรในภูมิภาคเอเชีย 2) Digital Disruption เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง 3) Energy Transition แนวโน้มการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน 4) Feeding the World ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตทรัพยากรที่จะรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกในอนาคตและ 5) Shifting Lifestyle โครงสร้างอายุของประชากรที่เปลี่ยนไป โดยกองทุนหลักจะลงทุนผ่านกองทุน JB Equity Next Generation Fund ด้วยการคัดเลือกบริษัทที่มีโอกาสการเติบโตระยะยาว มีอัตรากำไรสูงและเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้ชนะในอนาคต ส่วนกองทุนเสริมจะลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายที่ได้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์เช่นเดียวกัน โดยเบื้องต้นได้เลือกลงทุนใน 3 กองทุน ได้แก่ Robeco Global Consumer Trends ลงทุนในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มและรูปแบบของการบริโภค, BB Adamant Digital Health ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาระบบ Healthcare ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง และ Pictet Nutrition Fund ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของ Food Chain

 

“การลงทุนที่เน้นเลือกหุ้นที่เติบโตสอดคล้องไปกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวของโลก หรือได้รับประโยชน์จากการวิเคราะห์แนวโน้มโลก (Global Megatrends) ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของผู้คน และพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในโลกอนาคตต่างๆ มากกว่าการมุ่งเน้นหากำไรในระยะสั้น นับว่าเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุน โดยกองทุนของบริษัทฯ เป็นกองทุนหุ้นทั่วโลกที่มีนโยบายลงทุนในบริษัทที่มีรูปแบบโมเดลธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก และคาดว่าจะเป็นบริษัทผู้นำในอนาคต โดยใช้การบริหารพอร์ตแบบ Core & Satellites ด้วยการลงทุนหลากหลายกลุ่มธุรกิจและหลายธีม จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงการกระจุกตัวบนกลุ่มอุตสาหกรรมเดียว ทั้งยังสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอได้ในระยะยาวจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความเป็นอยู่ในอนาคตที่สะท้อนให้เห็นได้ในรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน และถือเป็นกองทุนที่เข้าถึงการลงทุนระดับเวิลด์คลาส โดยได้ทีมผู้เชี่ยวชาญในการบริหารเงินลงทุนระดับโลกอย่างจูเลียส แบร์ เป็นผู้บริหารกองทุนด้วย” นางนันท์มนัส กล่าว

 

ทั้งนี้ กองทุน SCBMEGA เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ อาทิ หน่วย CIS หน่วยของกองทุนอีทีเอฟ (ETF) โดยมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นเมกะเทรนด์ที่มีการเติบโตเชิงโครงสร้างในธีมการลงทุนที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในรูปแบบใหม่ การอุปโภคบริโภคที่ให้ความสำคัญต่อผลกระทบที่อาจมีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการประยุกต์ใช้ซึ่งเทคโนโลยีด้านดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้กองทุนมี net exposure ในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอย่างน้อย 2 กองทุน โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 79% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยบริษัทฯ ได้มอบหมายให้ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด เป็นผู้รับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนของกองทุน กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสาหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการลงทุน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง