'ไทยสร้างไทย' เปิดรับฟังความคิดเห็น กก.บริหารสมาคมคลองไทย ฟื้นการลงทุน-ศก.ไทย

'ไทยสร้างไทย' เปิดรับฟังความคิดเห็น กก.บริหารสมาคมคลองไทย ฟื้นการลงทุน-ศก.ไทย
มติชน
22 มิถุนายน 2564 ( 17:20 )
17
'ไทยสร้างไทย' เปิดรับฟังความคิดเห็น กก.บริหารสมาคมคลองไทย ฟื้นการลงทุน-ศก.ไทย

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พรรคไทยสร้างไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ดร.โภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศ นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ประธานคณะกรรมการการต่างประเทศ นายเทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน ผู้อำนวยการ ศูนย์นวัตกรรมและข้อมูล และนางสาวธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ผู้อำนวยการ ศูนย์นโยบาย ได้หารือเรื่องโครงการคลองไทย ร่วมกับคณะกรรมการบริหารสมาคมคลองไทย นำโดย พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ พล.อ.ประดิษฐ์ บุญเกิด เลขาธิการสมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนา พล.ร.อ.ศุภกร บูรณดิลก กรรมการสมาคมฯ พร้อมคณะ และนายณรงค์ คุ้มทอง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานคลองไทย 5 จังหวัดภาคใต้ และคณะทำงาน 5 จังหวัดภาคใต้ เพื่อศึกษารายละเอียดที่คณะกรรมการฯ ได้ศึกษามาในการใช้เป็นแนวทางในการกำหนดโยบายของพรรคฯ ต่อไป

 

 


 

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เส้นทางโครงการคลองไทยครอบคลุมจังหวัดในภาคใต้ 5 จังหวัด คือ กระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมชาติ และสงขลา มีการเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนเพื่อพิจารณาทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยแนว 9A มีระยะทาง 135 กม. ทั้งนี้ ในการหารือครั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยเสนอแนวคิดให้โครงการคลองไทยเป็น International Special Economic Zone ที่มีกฎหมายพิเศษเพื่อเอื้ออำนวยต่อการประกอบอาชีพของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจและดำรงชีวิตในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ คลองไทยต้องเป็น “คลองสันติภาพ” ไม่ให้เรือรบผ่าน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงระดับนานาชาติได้

 

 

“พรรคไทยสร้างไทยมีวิสัยทัศน์ในการสร้างประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อีกครั้ง วิกฤตประเทศครั้งนี้ย่ำแย่และตกต่ำมากที่สุด อยากให้ทุกคนกันมาช่วยกันทำเพื่อประเทศชาติและอนาคต”คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

 

 

ดร.โภคิน กล่าวว่า “โครงการคลองไทยจะอำนวยความสะดวกให้ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก เราสร้างคลองไม่ใช่ให้ได้แค่คลอง แต่สร้างคลองและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพื่อดึงดูดคนทั้งโลก โดยเฉพาะคนเก่ง นักลงทุนขนาดใหญ่ สตาร์ทอัพ ฯลฯ มารวมกันอยู่ที่ประเทศไทย จึงต้องสร้าง ecosystem หรือระบบนิเวศที่ตอบโจทย์นี้”

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง