การรับฟังปัญหาและเยียวยาจิตใจลูก เป็นสิ่งที่ในบางครั้งคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถตระหนักและรับมือได้ดีเท่าที่ควร ในบางการกระทำของพ่อแม่อาจส่งผลให้ลูกปิดกั้นตัวเองมากขึ้น และเมื่อเด็กไม่กล้าที่จะเล่าความในใจหรือระบายให้พ่อแม่ฟัง ก็จะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ และส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กในอนาคตอีกด้วย ดังนั้นจากใจคนเป็นลูกคนหนึ่ง ก็อยากจะมาแบ่งปันวิธีรับมือกับปัญหาดังกล่าวว่า จะต้องทำอย่างไร? เมื่อลูกไม่กล้าพูดคุยปรึกษาพ่อแม่ตรง ๆ เราจะมีวิธีสร้างความเชื่อใจให้แก่ลูกยังไงบ้างต้องทำอย่างไรให้ลูกยอมเปิดใจ ยอมคุย ระบายความในใจให้พ่อแม่ฟัง 8 ข้อหมั่นถามไถ่คำถามที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยลูก เพื่อให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ใส่ใจอยู่ตลอด จนกว่าลูกจะเชื่อใจและไว้ใจที่จะเล่าให้พ่อแม่ฟังมากขึ้นเช่น “วันนี้เป็นยังไงบ้าง” “โอเคไหม” “ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม” “มีอะไรเล่าให้แม่ฟังได้ทุกเรื่องเลยนะ”ไม่ไปตัดสินเด็กจากมุมมองของผู้ใหญ่ ให้มองในมุมของลูกบางเรื่องมองในมุมพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ อาจเผลอไปตัดสินแทนลูกว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ดี ไม่ถูก เป็นสิ่งที่ผิด ไร้สาระ ไม่ถูกใจเรา ดังนั้นไม่อยากให้เอามุมมองของผู้ใหญ่ไปตัดสินเด็กมากเกินไปค่ะ เช่น ลูกไม่อยากทำงานบ้าน เราก็ไปดุด่าไปตัดสินว่าลูกขี้เกียจ ทำไมไม่ช่วยกันมีแต่กินนอน แต่ในมุมเด็กเขาอาจจะอยากไปเล่นกับเพื่อน ไปดูการ์ตูนที่ชอบ ตามวัยของเขา พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจ อาจใช้วิธีอื่นประนีประนอม เช่น ทำที่ลูกชอบไปก่อน ค่อยทำงานบ้านทีหลังตอนว่าง ๆ ก็ได้ แต่ต้องทำนะ เหตุผลคืออยากให้หนูรับผิดชอบ ช่วยเหลืองานบ้าน จะได้ทำเป็น ก็ว่าไปค่ะ ต้องใจเย็นไม่ใช้อารมณ์นะสนับสนุนความชอบของลูก ไม่ยัดเยียดความคิดตัวเองให้ลูกเช่น เมื่อลูกมีความสนใจในการเล่นดนตรีมากกว่าเรียนพิเศษ พ่อแม่ก็อาจจะคิดว่ามันไร้สาระ เอาเวลาไปเรียนเสริมสิ มีประโยชน์กว่า ซึ่งถามว่าถ้าเราเอาความคิดนี้ไปยัดเยียดให้เด็ก เขาก็คงจะรู้สึกผิดหวังน่ะสิ ลูกอาจคิดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจความชอบของเขา พ่อแม่มัวแต่ให้เรียนตามใจพ่อแม่อยู่นั่น ดังนั้นลองให้เขาได้ลองตั้งใจทำอะไรที่ชอบหรือสนใจด้วยตัวเอง ส่วนตัวพ่อแม่คอยซัพพอร์ต ให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ก็พอ เมื่อลูกทำสำเร็จเขาจะได้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง หรือหากทำไม่สำเร็จก็จะได้รับบทเรียนชีวิต ที่ช่วยเสริมให้จิตใจเข้มแข็งขึ้นไม่บังคับฝืนใจลูก หรือบีบให้จนมุม แต่เสนอเป็นทางเลือกในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ยิ่งบังคับก็ยิ่งต่อต้าน ธรรมชาติของคนเราไม่อยากให้ใครมาบังคับให้ทำในเรื่องที่ไม่เต็มใจทำอยู่แล้ว การบังคับให้ลูกพูดหรือคะยั้นคะยอคำตอบ หรือสั่งให้ทำเดี๋ยวนี้ เป็นการบีบให้เด็กจนมุม ไม่มีทางเลือก และยิ่งทำให้เด็กไม่อยากจะเปิดใจให้พ่อแม่ ดังนั้นควรเพิ่มทางเลือกให้ลูกได้เลือก เช่น “ลองทำแบบนี้ ถ้าไม่โอเคทำแบบนั้นดีไหม” “อยากให้แม่ทำอย่างนี้ หรืออย่างไหนดี” ไม่พูดแทรก พูดขัดจังหวะตอนลูกพูด หรือด่วนตัดสินใจไปก่อนการที่พ่อแม่พูดขัดลูก ทำให้เด็กคิดว่าทำไมไม่เข้าใจเราเลย ก็จะไม่อยากเล่าต่อแล้ว เช่น หนูรู้สึกไม่ดีที่เคยโดนแบบนี้มา แต่แม่กลับบอกว่า เรื่องแค่นี้ ไม่เห็นเป็นอะไรแสดงท่าทีไม่กังวลใจต่อหน้าลูกลูกมักจะสังเกตอาการพ่อแม่ว่าวันนี้ยุ่งหรือเปล่า อารมณ์ดีไหม ว่างไหม ถ้าพ่อแม่แสดงท่าทีว่ามีเรื่องกังวลใจ อาจทำให้เด็กคิดว่าพ่อแม่คงไม่พร้อมรับฟังเรา เช่น พ่อแม่เดินไปมาดูยุ่ง ดูอารมณ์ไม่ดีหลังจากทำอะไรบางอย่าง ดังนั้นจึงควรสงวนท่าทีให้ดูไร้กังวลอยู่เสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าลูก ไม่ควรแสดงท่าทีทุกข์ใจ เดือดร้อนใจสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้ลูกรู้สึกสงบใจ ชวนลูกไปทำกิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลาย เช่น กินข้าว เดินเล่น ดูทีวี และเมื่อลูกผ่อนคลายแล้วก็ค่อย ๆ ชวนคุยเปิดใจทีละนิดอย่างไม่รีบร้อน สบาย ๆ หรือเน้นให้ทำกิจกรรมที่ขยับไปด้วยพูดคุยไปด้วยได้ เช่น พับกระดาษ อาบน้ำ ก็จะทำให้เด็กก็จะมีแนวโน้มที่จะเปิดใจพูดคุยได้มากขึ้น และเวลาคุยแนะนำให้ก็หันหน้าไปทางเดียวกับเด็ก ไม่ต้องหันไปจ้องหน้ากันตรง ๆ จะทำให้ได้บรรยากาศของการระบายความในใจที่ไม่กดดัน และผ่อนคลายยิ่งขึ้นไปด้วยเพิ่มคุณค่าให้ลูก ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาเป็นที่ต้องการของพ่อแม่ ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งพ่อแม่ลองขอความช่วยเหลือลูกบ้าง ในทำสิ่งที่ลูกถนัด ทำได้ดี เพื่อทำให้ลูกรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ว่าฉันก็สามารถช่วยเหลือพ่อแม่ได้นะ เราก็เป็นที่ต้องการของพ่อแม่เหมือนกัน เช่น “แม่อยากกินอันนี้ ทำให้กินได้ไหม” “ซ่อมอันนี้ให้หน่อยลูก แม่แก่แล้วทำไม่ถนัด” จะทำให้ลูกรู้ว่าเขาก็เป็นที่พึ่งพิงของพ่อแม่ได้ และเมื่อลูกอยากจะพึ่งพิงกลับบ้างก็ไม่กลัวที่บอกพ่อแม่เช่นกันจาก 8 ข้อข้างต้น ก็มีสิ่งที่ผู้เขียนเจอมากับตัวบ้าง แม้จะสนิทกับครอบครัวแค่ไหนก็ต้องมีบางเรื่องที่เราบอกหมดไม่ได้ขนาดนั้น หรือบางเรื่องที่เราก็ไม่อยากให้พ่อแม่ทุกข์ใจ ไม่อยากให้เขาเครียดเรื่องของเรา จึงเลือกไม่อยากเล่ามากกว่า ยกตัวอย่างปัญหาที่เคยเจอของเราก็เช่น เวลาเล่าอะไรแล้วครอบครัวก็ชอบเปลี่ยนเรื่อง พูดขัดขึ้นมาบ้าง หรือบางเรื่องเราเครียด แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าเราจะเครียดไปทำไม เช่นเรื่องเรียนมหาลัย แต่ยังดีที่เราก็เชื่อใจคนในครอบครัวและเล่าออกไปบ้าง เพราะเขาก็รับฟังเราได้ แต่ปัญหาเป็นสิ่งที่เราต้องจัดการแก้ไขด้วยตัวเองเท่านั้น ครอบครัวจึงเป็นที่พักพิงและซัพพอร์ตเรา ให้กำลังใจเรา เช่น ถ้าพลาดไปแล้วก็ไม่เป็นไร พยายามใหม่ก็ได้ เขาก็จะปลอบเราให้หายกังวล ต้องการสื่อว่าครอบครัวควรเป็นเซฟโซนให้ลูก ๆ ได้มาระบาย บอกเล่าความในใจเสมอ ดังนั้นถ้าใครมีปัญหาที่ลูกไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังก็สามารถนำเคล็ดลับของเราไปใช้ประโยชน์ได้เลยไม่มากก็น้อยนะคะเครดิตภาพปก จาก Jenn Miranda’s Images 1 จาก studioroman 2 จาก studioroman 3 จาก Andrea Piacquadio 4 จาก RDNE Stock project เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !