นิยามความมั่งคั่งเป็นอะไรที่กว้างมาก มันไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน แต่ยังมีด้านอื่นๆที่ทำให้ชีวิตมีความสุขสมบูรณ์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นความมั่งคั่งเหมือนกัน แต่หลายคนกลับมองข้าม เพราะมันเรียบง่ายจนเหมือนไม่มีค่า บวกกับการที่คนสมัยนี้วัดคุณค่าที่ความเป็นอยู่และมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ดี ซึ่งก็คือการใช้เงินที่จำเป็นตามค่าใช้จ่ายที่สูงมากนั่นเอง ผลงานโดย Robin Sharma นักพูดและผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เจ้าของผลงาน Classic Collection ขายดีตลอดกาล The Monk Who Sold His Ferrari จะมาพูดถึงความมั่งคั่ง 8 ประการที่มากกว่าเรื่องเงิน คือ การเติบโต สุขภาพ ครอบครัว งานฝีมือ (ความใส่ใจในการทำงานประจำ) เงิน วงสังคม การผจญภัย และการช่วยเหลือ เขามองว่าความมั่งคั่ง 8 ประการนี้แหละที่จะช่วยให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น และถ้าเรารู้จักหาความรู้ หาทักษะ วันหนึ่งเราจะเป็นคนมีเงินมากได้เอง โดยที่ยังมีคนรอบข้างที่เรารัก และรักเราจริงๆ นี่คือสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ แปลโดย แพรพลอย มหาวรรณ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.จำไว้ว่ายิ่งกองสุมแห่งความขุ่นเคืองของคุณพอกพูนมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งบิดเบือนวิธีที่คุณมองทุกสิ่งมากเท่านั้น คุณจะเริ่มสังเกตเห็นการดูหมิ่นที่ไม่มีอยู่จริง คิดว่าผู้คนใจร้ายกับคุณทั้งที่จริงๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น รวมถึงเริ่มเชื่อว่าจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ช่างเป็นสถานที่ที่น่ากลัว (จักรวาลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งแม้มันจะโยนเรื่องยากลำบากมาให้ในบางครั้งก็ตาม) คนเราไม่ได้มองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง แต่มองเห็นตามที่ตัวเองเป็น 2.การจดบันทึกคือการอธิษฐานลงกระดาษ คำอธิษฐานคือเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วยเร่งให้ภาพในอุดมคติกลายเป็นจริงได้ สิ่งเหนือธรรมชาติย่อมรับฟังทุกคำอธิษฐานของคุณและทุกคำขอบคุณจะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น ฉลาดขึ้น รวมถึงสงบสุขยิ่งขึ้น ดังนั้นจงบันทึกสิ่งที่คุณกำลังแสวงหาและอยากเห็นมากขึ้นในโลกของตัวเอง แล้วมันจะเกิดขึ้นได้จริงๆ 3.การจดบันทึกเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้คุณจัดการกับความเจ็บปวด ความเศร้า และอารมณ์ที่หนักหน่วงในช่วงที่ฤดูหนาวแห่งชีวิตเล่นงานผมอย่างโหดร้าย ในวันที่ทุกอย่างดูเลวร้ายและน่าผิดหวัง การได้ระบายความทุกข์ลงบนหน้ากระดาษขาวสะอาดช่วยเยียวยาได้มากทีเดียว วิทยาศาสตร์ยืนยันว่าความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้มักย้อนกลับมาหลอกหลอนเราในรูปแบบที่คาดไม่ถึง การเขียนบันทึกความเจ็บปวดช่วยให้คุณมีพื้นที่ปลอดภัยในการรับมือและปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านั้น 4.แน่นอนว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ยังไม่เคยเจอใครที่ปราศจากข้อบกพร่อง บาดแผล และความแปลกอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เลย แต่เชื่อว่าทุกคนมีคู่ครองที่เหมาะสมรออยู่ ดังที่จูเลีย ไชลด์ เชฟชื่อดังกล่าวไว้ว่า "เคล็ดลับของชีวิตแต่งงานที่มีความสุขคือการแต่งกับคนที่ใช่ และเราจะรู้ว่าคนคนนั้นเป็นคนที่ใช่ เมื่อเราอยากอยู่กับเขาตลอดเวลา” 5.เมื่อเจอคนที่ใช่แล้ว จงรักษาเขาไว้ให้ดีในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน) เพราะคู่ชีวิตที่ยอดเยี่ยมใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ เรื่องราวความรักที่ยอดเยี่ยมระดับตำนานล้วนต้องใช้ความอดทนมหาศาลทั้งนั้น 6.หากมีบางอย่างไม่เป็นไปตามแผน (เช่น ตกงานหรือเลิกรากับคนรัก) โปรดอย่าตกหลุมพรางของการหลอกตัวเอง อย่าบ่น กล่าวโทษ และหาข้อแก้ตัว แต่ให้พิจารณาอย่างจริงจังและตรงไปตรงมาว่าคุณมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง แล้วปรับปรุงส่วนที่ต้องปรับปรุง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม นี่คือการรับผิดชอบตนเองโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ที่มั่งคั่งและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง คุณคงไม่อยากเป็นคนที่ล้มเหลวในความสัมพันธ์ช้าๆ แล้วพูดว่า “ทําไมฉันไม่เจอคนดีๆ สักที” เมื่อคุณย้อนมองตัวเองและรับผิดชอบในส่วนของตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว จงปล่อยวางและเชื่อมั่นว่าคุณจะได้รับสิ่งที่กําหนดไว้แล้วว่าดีที่สุด สำหรับคุณ และถ้าคุณไม่ได้สิ่งที่ตัวเองปรารถนา แสดงว่ามีบางสิ่งที่ดี มากๆ รอคุณอยู่ จําไว้ว่าสิ่งหนึ่งจะถือเป็นความล้มเหลวก็ต่อเมื่อคุณมองเช่นนั้น สิ่งที่ถูกเรียกว่าความล้มเหลวซ่อนโชคดีไว้เสมอ ขอเพียงคุณตั้งใจมองให้ดี 7.ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมได้สอนหลักการสำคัญอย่างหนึ่งให้กับ ลูกค้าซึ่งเป็นซีอีโอ เศรษฐีพันล้าน และผู้นํากระแสสังคม มันคือการคิด แบบ 2x3x ซึ่งจะช่วยยกระดับความเหนือชั้นของคุณในแวดวงของตนเอง หลักการคือถ้าคุณอยากมีรายได้และสร้างผลกระทบมากขึ้นเป็นสองเท่าให้ลงทุนกับสองสิ่งสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า โดยสองสิ่งนั้นคือการบรรลุ ศักยภาพสูงสุดของตัวเองและการพัฒนาทักษะทางอาชีพ 8.ความสําเร็จเกิดจากการทําเรื่องพื้นฐานได้อย่างเชี่ยวชาญและ เสมอต้นเสมอปลาย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทําเรื่องเหล่านั้นได้ดี เช่น การทํางานด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจและความใส่ใจ รวมถึงการเป็นมิตรกับคนรอบข้าง 9.ทําผลงานของวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน แล้วผลงานของ คุณในปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้วอย่างก้าวกระโดดใส่ใจคุณภาพให้มากกว่าใครในแวดวงของคุณ จงเป็น ยอดฝีมือ ไม่อย่างนั้นก็เป็นได้แค่คนธรรมดา! จําไว้ว่าความเป็นเลิศคือ พลังงาน ผู้คนสัมผัสถึงมันได้โดยที่คุณไม่จําเป็นต้องพูดออกมา พวกเขารับรู้ได้ว่าอะไรคือผลงานที่ยอดเยี่ยม 10.ใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของตัวเอง มันคือ สิ่งที่ทําให้ความอัจฉริยะในตัวของคุณฉายแววออกมา ลองทบทวน จด บันทึก และพิจารณาความแปลก พรสวรรค์ และจุดแข็งที่ทําให้คุณ ไม่เหมือนคนอื่น จากนั้นจงพัฒนาสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่ 11.ความสำคัญของความรู้สึกขอบคุณ มันเป็นยาต้านความกลัวและเป็นประตูสู่ความมั่งคั่ง เมื่อคุณจมอยู่กับความรู้สึกขาดแคลนและความรู้สึกไม่มั่นคงเพราะ มัวแต่กังวลถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุด คุณจะพลาดสารพัดโอกาส ประสิทธิภาพ ถดถอยและไม่สามารถบ่มเพาะไอเดียดีๆที่อาจนําโชคมาให้คุณได้ ในทางอภิปรัชญา การไม่รู้สึกขอบคุณในสิ่งที่มีเป็นการส่งสัญญาณบอกจักรวาล ว่าคุณไม่เห็นคุณค่าของพรที่ได้รับ ซึ่งจะปิดกั้นพรใหม่ๆ ไม่ให้หลั่งไหลเข้ามาในชีวิตอีก 12. “เงินทองเป็นแค่ผลพลอยได้ อย่ากังวลเรื่องการทํากําไร แค่ทํางาน ของคุณให้ดี ทําให้ชีวิตของผู้อื่นดีขึ้น แล้วผลกําไรจะตามมาเอง” นี่คือเหตุผลว่าทําไมคุณจึงสามารถมองการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินเป็นเป้าหมายทางจิตวิญญาณได้ การรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยความเชี่ยวชาญ ความเฉลียวฉลาด และความเป็นเลิศนั้นมีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น ทําให้คุณค้นพบพรสวรรค์และความสามารถที่ซ่อนอยู่ ลดปัญหาบนโลกใบนี้ (ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ) กระตุ้นให้คุณรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย รวมถึงเพิ่มอิสรภาพทางการเงินของคุณไปพร้อมๆ กัน 13.การเป็นคนดีคือวิธีทําธุรกิจที่ดี และผู้นําที่ทําสิ่งดีๆ ย่อมได้รับสิ่งดีๆตอบแทน เมื่อคุณเป็นคนที่ศรัทธาในภารกิจของตัวเองอย่างสุดหัวใจและทำทุกอย่างเพื่อดูแลคนรอบข้างให้ดีที่สุด พร้อมทั้งช่วยทําให้ฝันของลูกค้าเป็นจริง รับประกันได้เลยว่าชื่อเสียงของคุณจะเลื่องลือ ทีมของคุณจะภักดีต่อคุณ ลูกค้าประจําจะเปลี่ยนมาเป็นสาวกผู้คลั่งไคล้ 14.เพราะคนส่วนใหญ่กลัวการถูกปฏิเสธ เรามักอยากได้ยินแต่เรื่องดีๆ ลูกค้าอาจพูดแต่สิ่งที่พวกเขาประทับใจในสินค้าและบริการของคุณ (เพราะคนส่วนใหญ่เกลียดความขัดแย้ง จึงพูดแต่สิ่งที่คุณ อยากได้ยิน) ก่อนจะจากไปและไม่กลับมาอีกเลย (หากพวกเขาได้รับประสบการณ์แย่ๆ) จากนั้นพวกเขาก็จะบอกต่อเพื่อนบ้านและคนอื่นๆในโลกออนไลน์อีกหลายพันคนว่าพวกเขาไม่ชอบอะไร ซึ่งเป็นการทําลายชื่อเสียงและแบรนด์ของคุณ หากคุณไม่รับฟังความคิดเห็นอย่างอื่น นอกจากคําชม คุณจะพลาดขุมทรัพย์ทั้งหมดไป 15.สนใจคนอื่นมากกว่าทำตัวให้น่าสนใจ คุณจะไม่มีวันเผยแรงดึงดูดตามธรรมชาติตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่และพัฒนาผู้อื่นได้เลย หากคุณรู้สึกขาดความมั่นใจจนต้องทำตัวเป็นจุดสนใจตลอดเวลา ในโลกที่เต็มไปด้วยคนที่ชอบพูดโอ้อวด จงเป็นผู้นำที่สุขุม ในยุคที่เต็มไปด้วยอินฟลูเอนเซอร์ที่พากันทำตัวให้น่าดึงดูด จงเป็นคนที่ใจกว้างที่สุดเท่าที่คุณเคยรู้จักมา มันอาจฟังดูย้อนแย้ง แต่ยิ่งคุณให้ความสนใจคนอื่นมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งได้รับความสนใจมากเท่านั้น 16.“ขุดบ่อน้ำก่อนกระหาย" กล่าวคือ จงสร้างความสัมพันธ์ที่ซื่อสัตย์ต่อกัน เกื้อกูลกัน และเติมเต็มชีวิตของกันและกัน เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์คือสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตของคุณและอีกฝ่ายรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ไม่ใช่ผูกมิตรกับใครสักคนแค่ตอนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา คนเราฉลาดและสัมผัสได้ถึงความไม่จริงใจแม้อยู่ห่างออกไป ดังนั้นจงสร้างวงสังคมของคุณขึ้นมาจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มิตรภาพและการได้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ยอดเยี่ยมจะทำให้ชีวิตคุณสนุกสนานและพัฒนาขึ้น อย่าทำเพราะคุณต้องการผลประโยชน์หรือกระหายโอกาสเป็นอันขาด หนังสือหนามากถึง 450 หน้า ผู้เขียนพยายามสื่อถึงการใช้ชีวิตด้วยความเมตตาต่อทุกๆคน รวมถึงศัตรูด้วย บางอย่างก็เป็นแนวคิดสุดโต่งไปบ้าง แต่ก็เพื่อวัตถุประสงค์ที่สร้างสรรค์ ในโลกที่โหดร้าย ผู้คนเชื่อเรื่องความเห็นแก่ตัว การดิ้นรนแข่งขันและการเอาเปรียบ แต่ Robin Sharma ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าเราสามารถมีเมตตาในระหว่างการแข่งขันได้ เราเติบโตทางจิตวิญญาณได้ โดยไม่ต้องเป็นคนซื่อเกินไป อีกทั้งการมีอำนาจที่แท้จริงคือการช่วยเหลือคนอื่นๆแทนที่จะฉุดลงมา ถ้าทุกคนล้วนมีเจตนาดีและเปี่ยมด้วยเมตตา โลกนี้คงน่าอยู่มากขึ้นกว่าเดิม เครดิตภาพ ภาพปก โดย Tatianaa Co จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ความจริงที่โหดร้ายจนห้ามพูด รีวิวหนังสือ THE BRAIN AUDIT รีวิวหนังสือ The Black Book of Manifest