การประหยัดค่าไฟจริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือต้องรอให้ใครเริ่มก่อนเลย เริ่มต้นง่าย ๆ ได้ที่ตัวเราเองนี่แหละ แค่ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุกวัน เช่น การกดปิดสวิตช์ไฟทันทีที่ออกจากห้อง หรือการเช็กให้ชัวร์ว่าถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออกแล้วก่อนออกจากบ้าน การทำให้เห็นเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย นอกจากจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าเราได้ทันทีแล้ว ยังเป็นการสร้างพลังบวกให้คนรอบข้างเห็นเป็นตัวอย่างจนอยากลองทำตามดูบ้าง เพราะเมื่อเราเริ่มเปลี่ยน โลกข้างหน้าและบิลค่าไฟของเราก็เปลี่ยนตามไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน เรามี 7 วิธีประหยัดค่าไฟมาฝาก ทำได้ง่าย ๆ เริ่มได้ทันที 1. ทาสีบ้านโทนอ่อน เริ่มจากเรื่องแรกเลย หากเลือกได้ หรือต้องทาสีบ้านเดิมซำ้ก็แนะนำว่าให้เลือก "ทาสีบ้านโทนอ่อน" เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามสบายตาอย่างเดียว แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการต่อสู้กับความร้อนเลย เพราะสีโทนอ่อนมีคุณสมบัติในการสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงแดดออกไปได้ดีกว่าสีโทนเข้มที่มักจะดูดซับความร้อนเก็บไว้ในผนังบ้าน เมื่อผนังบ้านไม่สะสมความร้อน อุณหภูมิภายในห้องก็จะไม่พุ่งสูงขึ้นจนเกินไป ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศให้ไม่ต้องทำงานหนักตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะทำให้บ้านเย็นสบายขึ้นแบบไม่ต้องเปิดแอร์สู้ตลอดทั้งวันแล้ว ยังช่วยให้เราประหยัดค่าไฟในระยะยาวได้ด้วย 2. ผ้าม่านกันแดดช่วยได้ ไอเทมที่ช่วยเซฟค่าไฟได้ดีเกินคาดก็คือ "ผ้าม่านกันแดด" โดยเฉพาะกับห้องที่มีกระจกบานใหญ่ เพราะหน้าต่างกระจกคือช่องทางหลักที่ความร้อนจากแสงแดดจะส่องเข้ามาสะสมในบ้านจนทำให้ห้องกลายเป็นเตาอบอบอ้าว การติดผ้าม่านจะช่วยทำหน้าที่เป็นด่านหน้าคอยบล็อกความร้อนและแสงแดดจัด ๆ ไม่ให้ทะลุเข้ามาในห้องโดยตรง เมื่ออุณหภูมิในห้องไม่พุ่งสูง แอร์ของเราก็ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อสู้กับความร้อนจากภายนอก ช่วยลดรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ให้เดินเครื่องเบาลง ผลที่ได้คือห้องเย็นเร็วขึ้น 3. เปิดพัดลม การเปิดพัดลมช่วยกระจายความเย็นควบคู่ไปกับการเปิดแอร์เป็นวิธีการช่วยประหยัดไฟได้มาก ๆ โดยตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส แล้วใช้พัดลมช่วยเป่าเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศภายในห้อง วิธีนี้จะช่วยกระจายลมเย็นให้ทั่วถึงและสัมผัสตัวเราได้ดีขึ้น ทำให้เรารู้สึกเย็นสบายขึ้นโดยไม่ต้องกดรีโมทลดอุณหภูมิแอร์ลงต่ำเกินไป ซึ่งทุก ๆ องศาของแอร์ที่เราปรับเพิ่มขึ้นนั้น สามารถช่วยลดค่าไฟลงได้มากทีเดียว 4. เลิกเปิดตู้เย็นค้างไว้นาน ๆ พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เราเองและเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็เป็นก็คือการยืนเปิดตู้เย็นค้างไว้เพื่อเลือกของ หรือเปิด-ปิดบ่อยเกินความจำเป็น ทุกครั้งที่เราเปิดตู้เย็น มวลความเย็นจะไหลออกและลมร้อนจากภายนอกจะเข้าไปแทนที่ทันที ทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องเริ่มทำงานหนักเพื่อเร่งทำความเย็นใหม่ให้เท่าเดิม ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ การวางแผนไว้ในใจก่อนว่าจะหยิบอะไร หรือจัดระเบียบของในตู้เย็นให้หาง่าย จะช่วยลดระยะเวลาการเปิดประตูตู้เย็นลงได้เยอะ วิธีนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานตู้เย็นและประหยัดค่าไฟได้ด้วย 5. ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 สิ่งแรกที่ต้องสังเกตเลยเวลามองหาเครื่องใช้ไฟฟ้ใหม่ก็คือ คือฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แต่เดี๋ยวนี้แค่เบอร์ 5 อย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องมองหาดาวเพิ่มด้วย อย่างตู้เย็นในภาพที่มี 2 ดาว หมายความว่ามีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานสูงกว่าเบอร์ 5 แบบปกติทั่วไปขึ้นไปอีกขั้น โดยจำนวนดาวที่เพิ่มขึ้นจำนวนสูงสุด 5 ดาวในระบบใหม่ จะบ่งบอกถึงความสามารถในการประหยัดไฟที่มากขึ้น ซึ่งแม้ราคาเครื่องที่มีดาวเยอะอาจจะสูงกว่านิดหน่อยในตอนซื้อ แต่ถ้าคำนวณจากค่าไฟที่ประหยัดได้ในระยะยาว 5-10 ปี ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าเราได้มากกว่าเครื่องรุ่นธรรมดา 6. ถอดปลั๊กไฟ เหตุผลที่เราควร "ถอดปลั๊กไฟ" ทุกครั้งหลังใช้งาน แทนที่จะแค่กดปิดสวิตช์เพียงอย่างเดียว ก็เพราะว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่มีอะแดปเตอร์หรือไฟแสดงสถานะ มักจะมีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ตลอดเวลาที่เรียกว่าไฟสแตนด์บาย ซึ่งเจ้าพลังงานแฝงนี้จะค่อย ๆ กินไฟไปเรื่อย ๆ แม้เราไม่ได้เปิดเครื่องทำงานจริง หากเราปล่อยทิ้งไว้หลาย ๆ จุดสะสมกันทั้งบ้าน บิลค่าไฟตอนสิ้นเดือนก็จะพุ่งสูงขึ้นโดยเปล่าประโยชน์ การเริ่มสร้างนิสัย "ถอดปลั๊ก" ทันทีที่เลิกใช้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายและทรงพลังที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าเราได้ทันทีแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจรและช่วยถนอมอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ยาวนานขึ้นด้วย 7. ใช้โซลาร์เซลล์โคมไฟสนาม การเปลี่ยนมาใช้ไฟรั้วหรือไฟกิ่งในสวนเป็นแบบพลังงานแสงอาทิตย์ 100% เป็นการลงทุนที่บอกเลยว่าคุ้มค่ามาก ๆ เพราะนอกจากเราจะได้แสงสว่างคอยส่องทางในช่วงกลางคืนเพื่อความปลอดภัยแล้ว เรายังไม่ต้องเสียค่าไฟเพิ่มแม้แต่บาทเดียว เพราะตัวโคมจะคอยเก็บกักพลังงานจากแสงแดดในตอนกลางวันมาเปลี่ยนเป็นแสงสว่างในตอนกลางคืนโดยอัตโนมัติ ยิ่งแดดเมืองไทยร้อนแรงแบบนี้ ยิ่งชาร์จไฟได้เต็มประสิทธิภาพ แถมยังติดตั้งง่ายไม่ต้องเดินสายไฟให้ยุ่งยาก เป็นการดึงพลังงานสะอาดมาใช้ที่ช่วยทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าและช่วยลดโลกร้อนไปพร้อม ๆ กันเลยนะเพื่อน ๆ Q&A Q1: เช็กค่าไฟแบบเรียลไทม์ยังไง? A1: สามารถเช็กค่าไฟและตรวจสอบประวัติการใช้ไฟฟ้าย้อนหลังได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน MEA Smart Life สำหรับการไฟฟ้านครหลวง หรือ PEA Smart Plus สำหรับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นอกจากนี้หากบ้านไหนเปลี่ยนมาใช้ Smart Meter แล้ว จะยิ่งเช็กค่าไฟแบบเรียลไทม์ได้แม่นยำขึ้น ช่วยให้เราวางแผนการใช้ไฟในแต่ละวันได้แบบไม่ตัวเลขเกินงบ Q2: โหมดบนรีโมทส่งผลต่อค่าไฟอย่างไร? A2: โหมดของแอร์มีผลกับค่าไฟโดยตรง ซึ่งก็คือ... - Cool Mode ทำความเย็นตามอุณหภูมิที่ตั้ง จะกินไฟตามปกติ - Dry Mode เน้นลดความชื้น เหมาะกับวันฝนตก คอมเพรสเซอร์ทำงานน้อยลง ช่วยประหยัดไฟได้ในสภาวะที่เหมาะสม - Auto Mode แอร์จะปรับทุกอย่างเอง ซึ่งบางครั้งอาจกินไฟมากกว่าที่คิด ดังนั้นถ้าต้องการประหยัดที่สุด ให้เลือก Cool Mode แล้วตั้งอุณหภูมิให้พอเหมาะจะควบคุมค่าไฟได้คงที่ที่สุด Q3: เปิดแอร์พร้อมพัดลมแบบไหนช่วยประหยัดไฟ? A3: สูตรสำเร็จคือ "ตั้งแอร์ 26-27 องศา + เปิดพัดลมเบอร์ 1-2" การเปิดพัดลมในระดับความแรงปานกลางจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนอากาศ ทำให้ลมเย็นสัมผัสผิวเราได้ดีขึ้น เราจะรู้สึกเย็นเท่ากับการเปิดแอร์ 24 องศา แต่คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานน้อยลงมาก ช่วยเซฟค่าไฟของเครื่องปรับอากาศลงได้ถึง 10-20% เลยทีเดียว ภาพประกอบโดย CRUSH ที่แปลว่าแอบชอบ ผู้เขียน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !