สำหรับใครที่กำลังจะขยับขยายขึ้นบ้านใหม่ หรือรู้สึกว่าแอร์ตัวเก่าที่บ้านเริ่มส่งเสียงประท้วงจนค่าไฟพุ่งทะลุเพดาน การมองหาเครื่องปรับอากาศเครื่องใหม่สักตัวไม่ได้เป็นแค่การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่มันคือการลงทุนเพื่อความสุขและการพักผ่อนของคนในครอบครัวจริง ๆ เพราะในยุคที่อากาศเอาแน่เอานอนไม่ได้แบบนี้ แล้วก็เน้นไปที่ร้อนนนน มากกว่าจะให้ความรู้สึกอื่น ๆ ซะด้วย การเลือกแอร์ที่ตอบโจทย์ทั้งความเย็นฉ่ำ สั่งงานได้ดั่งใจผ่านปลายนิ้ว และที่สำคัญคือต้องประหยัดไม่ทำร้ายกระเป๋าสตางค์และจิตใจของเราตอนสิ้นเดือน จึงเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ ที่คนรักบ้านต้องทำการบ้านให้ดีก่อนตัดสินใจ ดังนั้นเราจึงขอแนะนำ 7 วิธีเลือกแอร์สำหรับมือใหม่ ไม่เปลืองไฟมาฝากกัน หลังจากที่ไปส่องแอร์ที่ โลตัส มาแล้วน่าสนใจทุกยี่ห้อเลย :) 1. เลือกประเภทแอร์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ อันดับแรกต้องดูว่าห้องของเราเหมาะกับแอร์หน้าตาแบบไหน ถ้าเป็นห้องนอนหรือห้องขนาดเล็ก ควรเลือก"แอร์ติดผนัง" เพราะดีไซน์สวย เสียงเงียบ และประหยัดพื้นที่ แต่ถ้าเป็นห้องโถงใหญ่หรือออฟฟิศที่คนเยอะ ๆ "แอร์แบบตั้งพื้น" หรือ "แขวนเพดาน" จะตอบโจทย์เพราะส่งลมแรงได้ดีกว่า แม้จะกินไฟมากกว่าและดีไซน์ดูบึกบึนไปนิด เวลาไปเดินเลือกซื้อที่ห้างสังเกตง่าย ๆ แอร์ติดผนังจะเรียงรายอยู่ระดับสายตา ส่วนแบบแขวนมักจะอยู่สูงขึ้นไปหรือวางที่พื้น ถ้าไม่มั่นใจลองเดินไปถามพนักงานเลยว่าลักษณะห้องที่จะใช้ของเรา ควรจะใช้แอร์แบบไหน ใช้แบบติดผนังตัวใหญ่หรือแบบแขวนดี พนักงานก็จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเราได้ 2. เลือก BTU ให้เป๊ะ เหมาะกับพื้นที่ห้อง เริ่มแรกเลยต้องเลือกขนาดแอร์หรือ BTU ให้เป๊ะกับขนาดห้องก่อน โดยใช้สูตร "พื้นที่ห้อง (ตร.ม.) x ค่าตัวแปรความร้อน" ซึ่งเจ้าตัวแปรนี้คือระดับความร้อนในห้องเรานั่นเอง เช่น ถ้าเป็นห้องนอนทั่วไปที่เย็น ๆ หน่อยให้ใช้ค่า 700 แต่ถ้าเป็นห้องนั่งเล่นที่มีคนพลุกพล่านหรือห้องที่รับแดดจัดช่วงบ่ายซึ่งสะสมความร้อนสูง ให้ขยับไปใช้ค่า 800-900 เพื่อให้แอร์มีกำลังพอที่จะสู้กับอากาศเมืองไทยได้โดยไม่ทำงานหนักจนเกินไป การวัดพื้นที่และประเมินความร้อนในห้องให้แม่นยำ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราได้แอร์ที่เย็นเร็วและประหยัดไฟที่สุด 3. เลือกคอมเพรสเซอร์ หัวใจของความเย็น คอมเพรสเซอร์คือตัวทำความเย็นที่อยู่นอกบ้าน ซึ่งมี 3 แบบหลัก ๆ ให้เลือกตามความเหมาะสม - แบบลูกสูบ พลังเยอะ ทนทาน แต่เสียงดังและสั่นแรงหน่อย เหมาะกับแอร์ขนาดใหญ่ ๆ - แบบโรตารี่ ยอดฮิตสำหรับแอร์ตามบ้านทั่วไป เพราะทำงานเงียบและสั่นน้อยกว่า - แบบก้นหอย ตัวท็อปที่สุด เพราะทั้งเงียบกริบและเย็นเร็วทันใจ วิธีเช็กก็ไม่ยากเลย เวลาไปเดินห้างให้ลองส่องดูที่ ป้ายสเปกข้างเครื่อง (Nameplate) หรือ แคตตาล็อก ตรงหัวข้อ "Compressor Type" ถ้าดูแล้วงงๆ ไม่ต้องเขินชวนพนักงานคุยเลยว่ารุ่นนี้ใช้คอมเพรสเซอร์แบบไหน เพื่อให้ได้ตัวที่ทำงานเงียบและทนทานที่สุดสำหรับห้องเรา ถ้ายี่ห้อไหนมีแคตตาล็อกให้อ่านเพิ่มเติม ก็อย่ารอช้าที่จะอ่าน 4. คอยล์ (Coil) เพราะเราตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่า จะซื้อแบบที่ไม่เปลืองไฟ อะไรที่เกี่ยวข้องกับการเปลืองไฟ เราก็ต้องถามพนักงานให้กระจ่าง ดังนั้นสิ่งต่อมาที่เราจะต้องรู้ก็คือการเลือกวัสดุ "คอยล์" หรือแผงระบายความร้อนที่อยู่ด้านหลังคอมเพรสเซอร์นอกบ้าน ให้จำง่าย ๆ ว่ามันคือปอดของแอร์ ถ้าเลือกวัสดุดีแอร์ก็จะอึดและทนสนิมได้นานหลายปี โดยเวลาเดินเลือกซื้อให้เน้นมองหาคอยล์ทองแดง เพราะทนทานและซ่อมแซมง่ายกว่าแบบอลูมิเนียมเยอะเลย วิธีสังเกตสไตล์มือใหม่ก็ไม่ยาก แค่ลองก้มส่องทะลุตะแกรงคอมเพรสเซอร์ดู ถ้าเห็นท่อข้างในเป็นสีส้มแดงทองแดงแปลว่าใช้ได้ หรือจะมองหาคำว่า "100% Copper" หรือ "Gold Fin" (ครีบเคลือบสารกันสนิมสีทอง) บนตัวเครื่องก็ได้ แต่ถ้าไม่อยากเดาเองก็สะกิดถามพนักงานว่ารุ่นนี้เป็นคอยล์ทองแดงไหม เท่านี้เราก็จะได้แอร์ที่ถึกทนคุ้มค่าตัวที่สุดแล้ว 5.มอเตอร์พัดลม เงียบและประหยัดด้วยระบบ DC มอเตอร์พัดลมคือส่วนที่ทำให้ลมเย็น ๆ เป่าออกมาหาเรา และช่วยระบายความร้อนที่ตัวนอกบ้านด้วย เราต้องเลือกมอเตอร์ที่ทนความร้อนสูงและทำงานได้ลื่นไหล ซึ่งระบบที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้คือ "DC Motor" หรือ "BLDC Motor" เพราะจะช่วยให้แอร์ทำงานเงียบกริบ สั่นน้อย และประหยัดไฟกว่ามอเตอร์แบบเก่ามาก เนื่องจากมอเตอร์พวกนี้ถูกซ่อนอยู่ข้างในเครื่อง เรามองเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า วิธีเช็กที่ง่ายที่สุดคือให้มองหาคำว่า "DC Motor" บนสติกเกอร์หน้าเครื่อง หรือจะถามพนักงานขายว่ารุ่นนี้พัดลมเป็นมอเตอร์แบบ DC ทั้งตัวในและตัวนอกบ้านเลยไหม เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้แอร์ที่ทั้งเงียบและไม่กินไฟในระยะยาว 6. ระบบฟอกอากาศเลือกที่ "ดักฝุ่น" หรือ "ฆ่าเชื้อ" ยุคนี้แค่เย็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องหายใจได้เต็มปอดด้วย ระบบฟอกอากาศในแอร์หลัก ๆ มี 2 แบบ คือแบบ "แผ่นกรอง" เหมือนเราใส่หน้ากาก ต้องคอยเปลี่ยนแผ่น กับแบบ "ปล่อยประจุ" เหมือนมีปืนยิงกำจัดเชื้อโรคในอากาศ ซึ่งแบบปล่อยประจุจะล้ำกว่าตรงที่ช่วยกำจัดกลิ่นและเชื้อโรคได้ทั่วห้องโดยที่เราไม่ต้องถอดมาล้างบ่อย ๆ เวลาไปเดินเลือกซื้อ ให้มองหาคำเก๋ ๆ บนสติกเกอร์หน้าเครื่องอย่าง PM 2.5, nanoe, หรือ Plasmacluster ก็ได้ หรือถ้าอยากชัวร์ก็ให้พนักงานช่วยเปิดฝาหน้าแอร์ดูเลยว่ามีแผ่นกรองจิ๋ว ๆ สีเขียวหรือสีดำซ้อนอยู่อีกชั้นไหม หริอถามพนักานไปเลยว่ารุ่นนี้ปล่อยประจุฆ่าเชื้อได้ไหม แค่นี้ก็ได้แอร์ที่ดูแลสุขภาพคนในบ้านได้จริง ๆ แล้ว 7. การติดตั้งและบริการหลังการขาย เรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือฝีมือช่าง เพราะแอร์จะเย็นได้เต็มประสิทธิภาพไหม งานติดตั้งมีผลมากจริง ๆ เวลาไปเลือกซื้อที่ห้าง แนะนำให้คุยกับพนักงานให้เคลียร์ไปเลยว่าราคานี้รวมค่าติดตั้งและอุปกรณ์เสริมพวกรางครอบท่อแบบครบชุดแล้วหรือยัง พนักงานก็จะบอกให้รู้ว่ามีอะไรบ้างที่เราจะได้ มีโปรโมชั่นอะไรก็จะบอกให้เราได้รู้ เราก็จะได้สบายใจว่าจ่ายทีเดียวจบไม่มีงบบานปลายตอนช่างมาที่บ้าน และอย่าลืมเช็กเรื่องบริการดูแลหลังการขายด้วยว่าถ้าเครื่องมีปัญหา ทางแบรนด์มีทีมช่างที่สามารถมาดูแลเราถึงที่บ้านได้เลยไหม เพื่อที่เราจะได้ใช้งานแอร์ได้อย่างสบายใจไปยาว ๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาแอร์งอแงตอนที่อากาศร้อน ๆ Q&A Q1: ติดแอร์ตัวใหญ่กว่าห้องมาก ๆ จะประหยัดไฟกว่าไหม? A1: ไม่จริงเสมอไป ถ้าแอร์ BTU สูงเกินไป คอมเพรสเซอร์จะตัดการทำงานบ่อยเกินไป ทำให้ห้องชื้น และตอนมันเริ่มเดินเครื่องใหม่ จะกินไฟกระชาก เลือกให้พอดีตามสูตรคำนวณดีที่สุด Q2: ควรล้างแอร์บ่อยแค่ไหนถึงจะประหยัดไฟ? A2: แผ่นกรองฝุ่น (Filter) ควรถอดมาล้างเองทุก 2 สัปดาห์ ส่วนการล้างใหญ่โดยช่างควรทำทุก 6 เดือน เพื่อให้เครื่องระบายความร้อนได้ดีและไม่กินไฟเพิ่ม Q3: เปิดแอร์ 27 องศา แล้วเปิดพัดลมช่วย ประหยัดไฟจริงไหม? A3: จริงที่สุด การตั้งอุณหภูมิสูงขึ้น (เช่น 26-27 องศา) จะช่วยให้คอมเพรสเซอร์ทำงานน้อยลง แล้วใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็นให้ทั่วห้องแทน วิธีนี้ประหยัดไฟกว่าเปิดแอร์ 23-24 องศาเพียว ๆ เยอะเลย ภาพประกอบโดย ฉันท์ชมา ผู้เขียน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !