อนุมัติ 4 โครงการ งบ 6 พันล้าน แก้น้ำท่วมกทม. ชงครม. 26 ม.ค.นี้

อนุมัติ 4 โครงการ งบ 6 พันล้าน แก้น้ำท่วมกทม. ชงครม. 26 ม.ค.นี้
มติชน
21 มกราคม 2564 ( 13:00 )
31
อนุมัติ 4 โครงการ งบ 6 พันล้าน แก้น้ำท่วมกทม. ชงครม. 26 ม.ค.นี้

“กนช.”อนุมัติ 4 โครงการป้องกันน้ำท่วมกทม. งบกว่า 6 พันล้านบาท ชงครม. 26 ม.ค.นี้ “บิ๊กป้อม” ย้ำ สทนช.กลั่นกรองโครงการ ป้องกันเสนอซ้ำซ้อน

 

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 21 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ครั้งที่1/2564 มีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

โดยที่ประชุมเห็นชอบดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของกทม.ในปี 2565 จำนวน 4 โครงการ วงเงินกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการในปี 2565 เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กทม. เพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในวันที่ 26 มกราคมนี้ ได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างเขื่อน คลองบางไผ่จากบริเวณ คลองพระยาราชมนตรี ถึงบริเวณสุดเขต กทม. 2.โครงการก่อสร้างเขื่อน พร้อมระบบรวบรวมน้ำเสียคลองแสนแสบบริเวณประตู ระบายน้ำมีนบุรี ถึงประตูระบายน้ำหนองจอก 3.โครงการก่อสร้างเขื่อนคลองบางนา จากคลองเคล็ดถึงบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา และ 4. โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากถนนรัชดาภิเษก ถึงคลองลาดพร้าว ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่เป็นคลองซอยเพื่อการระบายน้ำในพื้นที่กทม. จึงให้เห็นกทม.ใช้งบรายได้ของกทม. ในการดำเนินโครงการ

 

 

 

นอกจากนั้นกนช. ยังเห็นชอบให้ อบจ.ปัตตานี ดำเนินโครงการสถานีสูบน้ำดิบพร้อมระบบท่อส่งน้ำ โดยใช้รายได้ของท้องถิ่นในการเชื่อมต่อระบบ และดูแลบำรุงรักษา เพื่อรองรับการพัฒนาเมืองต้นแบบสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จ.ปัตตานี และยังส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ของภาคใต้ต่อไป

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอให้กนช.กำกับ ติดตาม การดำเนินโครงการ ที่ผ่านความเห็นชอบแล้วให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมมอบให้สทนช. เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยทุกโครงการ ที่จะเสนอให้ผ่านการกลั่นกรองจากสทนช.ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของโครงการและงบประมาณที่จะดำเนินการ และขับเคลื่อนโครงการต่างๆได้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป ทั้งนี้โครงการต่างๆที่เสนอ โดยเฉพาะหน่วยงานหรือท้องถิ่นที่มีรายได้ ควรจะต้องใช้งบประมาณของตนเองกลับมาพัฒนาท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้นด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง