รีเซต

เปิดตัวนวัตกรรมเสื้อกั๊กถุงลมนิรภัยสำหรับผู้สูงอายุที่เสี่ยงหกล้ม

เปิดตัวนวัตกรรมเสื้อกั๊กถุงลมนิรภัยสำหรับผู้สูงอายุที่เสี่ยงหกล้ม
TNN ช่อง16
30 ตุลาคม 2569 ( 10:38 )

S-AIRBAG S33” เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยรองรับแรงกระแทกจากการล้ม โดยมีหลักการทำงานคล้ายถุงลมนิรภัยในรถยนต์ แต่สามารถสวมใส่ติดตัวได้ตลอดการใช้งาน ภายในเสื้อมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและวิเคราะห์สถานการณ์เมื่อผู้สวมใส่เริ่มเสียการทรงตัว โดยระบบใช้เวลาวิเคราะห์ 0.1 วินาที และสั่งให้ถุงลมนิรภัยพองตัวภายใน 0.08 วินาที เพื่อช่วยรองรับแรงกระแทกบริเวณศีรษะ คอ แผ่นหลัง สะโพก และกระดูกเชิงกราน ซึ่งเป็นบริเวณสำคัญที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการหกล้มในผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ตัวเสื้อยังเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน S-AIRBAG บนสมาร์ทโฟน เมื่อระบบตรวจพบการล้มจะแจ้งเตือนพร้อมส่งพิกัด GPS ไปยังผู้ดูแลหรือบุตรหลานทันที เพื่อให้เข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดความกังวลของครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดผู้สูงอายุตลอดเวลา ด้านการสวมใส่ เสื้อมีน้ำหนักเพียง 1.2 กิโลกรัม ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ใช้งานสะดวกด้วยระบบชิปแม่เหล็ก ผลิตจากผ้าที่กันละอองน้ำและรอยเปื้อน ระบายอากาศได้ดี สวมทับเสื้อผ้าได้สบายตลอดวัน มีขนาดแยกชายและหญิงตั้งแต่ M ถึง 3XL และสามารถถอดผ้าคลุมด้านนอกไปซักทำความสะอาดได้ แบตเตอรี่ลิเธียมความจุ 5,000 มิลลิแอมป์ ใช้งานได้ราว 2–4 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อถุงลมทำงานแล้ว เพียงเปลี่ยนชุดแก๊สใหม่ ก็สามารถกลับมาใช้งานซ้ำได้

ด้านความน่าเชื่อถือ S-AIRBAG ถูกพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี IoT ซึ่งมีสิทธิบัตรมากกว่า 10 รายการ อีกทั้งยังได้รับการรับรอง EU Type Examination Certificate (Module B) สำหรับอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) จาก RICOTEST ประเทศอิตาลี สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีถุงลมนิรภัยแบบสวมใส่ยังได้รับความสนใจและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ ทั้งในทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกา โดยมีตัวอย่างการทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวโดย SATA CommHealth องค์กรด้านสาธารณสุขของประเทศสิงคโปร์

คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่าการหกล้มเป็นอุบัติเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยากในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ แต่ความรุนแรงที่ตามมาคือสิ่งที่สามารถลดได้ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ปี 2567 ระบุว่า มีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้ม 1,504 ราย และมีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน 79,835 ราย ขณะที่ภาครัฐมีค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บจากการพลัดตกหกล้มมากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปีที่น่ากังวลคือ ผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหักจากการหกล้มเกือบร้อยละ 20 อาจเสียชีวิตภายใน 1 ปี การหกล้มเพียงครั้งเดียวจึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมถึงเพิ่มภาระในการดูแลของคนในครอบครัวขณะเดียวกัน Grand View Research บริษัทวิจัยตลาดและให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ประเมินว่าตลาดบริการดูแลผู้สูงอายุทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 1.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 8% ต่อปี

จากแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางด้านสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงและการดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น เอ็มมีเน้นซ์จึงมุ่งคัดสรรนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุ (AgeTech) และเทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech) จากทั่วโลก เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการดูแลความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้สอดรับกับสังคมสูงวัย

ทั้งนี้ วิธีลดความเสี่ยงจากการหกล้มที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ได้แก่ การปรับสภาพแวดล้อม เช่น การติดตั้งราวจับและใช้พื้นกันลื่น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในพื้นที่ที่มีการปรับปรุง รวมถึงการใช้อุปกรณ์อย่างสมาร์ทวอทช์และกล้องวงจรปิดเพื่อเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุ ขณะที่ “S-AIRBAG S33” เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยรองรับแรงกระแทกจากการล้ม 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง