ถอดบทเรียนอุทกภัยปี 54 สู่ปี 68 จุฬาฯ เปิดตัว “ศูนย์กันก่อนท่วม” ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองไทย

มหาอุทกภัยปี พ.ศ.2554 ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทย แม้เวลาจะผ่านมากว่า 14 ปี แต่ภาพสถานการณ์น้ำในปี พ.ศ.2568 กลับสะท้อนชัดว่า ภัยพิบัติด้านน้ำกำลังทวีความรุนแรง คาดเดาได้ยาก และเกิดบ่อยครั้งขึ้น จากปัจจัยฝนตกสุดขั้ว น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ภายใต้สภาพอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อน
เพื่อตอบโจทย์ความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2569 ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เสนอแนวทางยกระดับการจัดการน้ำของประเทศ จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ
เวทีดังกล่าวเสนอการจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำสามารถนำไปใช้ได้จริงในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ
ภายในเวที มีการเสนอแผนรับมือวิกฤตน้ำใน 5 มิติหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ การนำนวัตกรรมระดับโลกมาปรับใช้ การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ และการใช้ข้อมูลและงานวิจัยอัจฉริยะเป็นฐานกำหนดนโยบาย พร้อมความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน นครปฐม ชัยนาท และกรุงเทพมหานคร
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า ภัยจากน้ำไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่กระทบต่อ “ชีวิตทั้งชีวิต” ตั้งแต่โอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิต ไปจนถึงความมั่นคงทางสังคม พร้อมเตือนว่า หากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในของกรุงเทพมหานคร อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที
ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” ไม่ใช่เพียงภารกิจทางวิชาการ แต่เป็นความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม โดยศูนย์ฯ จะทำหน้าที่แปลงองค์ความรู้ให้เกิดการลงมือทำจริง สื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าใจง่าย และเชื่อมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ว่า รูปแบบสภาพอากาศของไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งจากน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และฝนสุดขั้ว ตัวอย่างเช่น พื้นที่หาดใหญ่ที่มีปริมาณฝนถึงร้อยละ 80 ของทั้งปีตกลงมาในช่วงเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในวงกว้าง
บทเรียนจากปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายคิดเป็นร้อยละ 70 ของงบประมาณแผ่นดินในปีนั้น และกระทบภาคเอกชนมากกว่าร้อยละ 90 สะท้อนว่าประเทศไทยไม่อาจรับมือภัยพิบัติด้วยวิธีเดิมได้อีกต่อไป
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เมืองหลวงกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำพร้อมกันถึง 3 ปัจจัย คือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน โดยปัจจุบันมีแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมรวมระยะทางกว่า 88 กิโลเมตร พร้อมพัฒนาแบบจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือ “โมเดลหาดใหญ่” เพื่อจำลองสถานการณ์น้ำท่วมครอบคลุมทั้ง 50 เขต รองรับการวางแผนเชิงรุกในอนาคต
ขณะที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เน้นย้ำว่า การจัดการน้ำคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง พร้อมเสนอให้ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนบนฐานลุ่มน้ำ และเชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน
เวที “กันก่อนท่วม” ยังได้รับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และ MIT เพื่อร่วมกันผลักดันการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
บทเรียนจากอดีตและสัญญาณเตือนจากปัจจุบันสะท้อนชัดว่า หากไม่เปลี่ยนวิธีคิด ความสูญเสียย่อมเกิดซ้ำ แต่หากรู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน เมืองไทยยังมีโอกาสรับมือกับวิกฤตน้ำในยุคโลกรวนได้อย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
