ปิตาธิปไตย หรือภาษาอังกฤษ คือ Patriarchy คือ แนวคิดเรื่องการชูผู้ชายเป็นใหญ่ ด้วยความคิดที่ว่าการเกิดเป็นผู้ชายนั้นดีกว่าผู้หญิงค่ะ.. โดยความคิดนี้มาจากลัทธิขงจื้อ ที่มักผิดเพี้ยนจากความกตัญญูกตเวที ผ่านคำบอกเล่ามาเป็นเวลายาวนานกว่า 2,500 ปี ก็ผิดเพี้ยนกลายเป็นผู้ชายเป็นใหญ่แล้วผู้หญิงได้รับผลกระทบอะไรจากความเชื่อนี้คะมาดูกันค่ะ หลายครั้งที่หัวหน้างานของเรามักจะเป็นเพศชาย และหลายครั้งอีกเช่นกัน ที่เวลาเรากลับบ้านเรามักจะได้รับคำบอกเล่าว่า... กางเกงในของผู้หญิง ผู้หญิงต้องซักเองเพราะสกปรก แต่กางเกงในของผู้ชายนั้นไม่ต้องซักเอง เพราะกางเกงในของผู้ชายสะอาด หรือไม่ก็คำพูดที่ว่า มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้านเห็นมั้ยคะ เราได้รับการปิดตาโดยระบอบปิตาธิปไตยมาตลอดเลย หลายครั้งที่ผู้ชายกับผู้หญิงทำงานในตำแหน่งเดียวกัน อายุเท่ากัน ได้รับมอบหมายงานที่ต้องใช้ความรับผิดชอบ และความอดทนเท่า ๆ กัน แต่ผู้ชายมักจะได้รับเงินเดือนในเรทที่สูงกว่า ทั้ง ๆ ที่ชั่วโมงการทำงานอาจจะมีน้อยกว่า และเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติเพราะว่าเขาเป็นผู้ชายหลายครั้งที่ผู้หญิงต้องทำทั้งงานบ้าน และออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหาเงินเข้าบ้าน แต่ก็ยังโดนพ่อแม่ชี้หน้าด่าว่าอยู่บ้านเธอไม่ทำอะไรทั้งนั้น เพียงเพราะว่าเป็นผู้หญิง ในขณะที่ผู้ชายไม่ต้องทำงานบ้าน ไม่ต้องล้างจาน ไม่ต้องซักผ้า และไม่ต้องออกไปหาเงินนอกบ้านนั่ง ๆ นอน ๆ ใช้เงินของพ่อแม่ที่บ้าน ก็ไม่มีใครมาด่าว่า หรือจับผิดมากเท่าผู้หญิง ว่าอยู่ที่บ้านเธอไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แม้แต่การตื่นสายจนไปเที่ยวไม่ทัน ก็อาจกลายเป็นความผิดของผู้หญิงในที่ ๆ หัวโบราณมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ผู้ชายอาจจะกำลังนอนอยู่บนเตียง และขอต่อรองการยื่นเวลาเป็นหนึ่งชั่วโมงย้อนกลับไปสมัยก่อน ประเทศจีนตอนราชวงศ์ซ่ง ผู้หญิงต้องสวมส้นรัดหนังรองเท้าเพื่อเดินหรือรำให้ตรง มีผู้หญิงหลายคนที่พอแก่ตัวไปแล้ว ต้องใช้ชีวิตอย่างพิกลพิการไปทั้งชีวิต เพราะการใส่รองเท้าในที่หุ้มเท้าที่ผิดรูปมาตลอดช่วงเวลาวัยสาว เพราะมีความคิดว่าผู้หญิงชั้นสูงต้องไม่ใช้เท้าทำงาน และผู้หญิงที่สวยจะต้องมีรูปเท้าที่เล็ก แม้ซูสีไทเฮาจะออกคำสั่งยกเลิก ให้ทุกคนเลิกสวมใส่ส้นรัดหนังรองเท้าให้เป็นรูปดอกบัวตูม ก็ไม่สำเร็จ แม้ทางรัฐบาลจีนจะออกกฏหมายห้ามยังไงก็ไม่สำเร็จ เพิ่งมาสำเร็จในช่วงต้นปี 20 ที่ผ่านมานี่เองไม่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากระบอบปิตาธิปไตย แม้แต่ผู้ชายด้วยกันเองที่ถูกกำหนดบทบาทว่า ต้องเป็นผู้นำ ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องห้ามอ่อนแอ และห้ามร้องไห้ ก็ได้ผลกระทบนี้ไปด้วยเช่นกัน หลายครั้งที่ความแข็งกร้าว ถูกนำเสนอในรูปแบบของความเป็นเพศชาย เพื่อแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง จนบางทีก็ดูเป็นความก้าวร้าว และอ่อนแอไป หากผู้ชายเจอเรื่องที่เศร้าและเสียใจ ผู้ชายก็ร้องไห้ได้เหมือนกับผู้หญิง เพราะเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่เพราะว่าเป็นผู้ชายเลยถูกสั่งให้ห้ามร้องไห้ แล้วยังต้องหาสินสอดราคามหาศาลมาจ่ายให้ครอบครัวฝ่ายหญิง เพราะหลักความคิดที่ว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ผู้ชายต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ทั้ง ๆ ที่เรื่องของการแต่งงานกัน คือ เรื่องของคนสองคนไม่ใช่คน ๆ เดียวแม้แต่เวลาผู้ชายไม่อยากออกไปรบเพื่อเสี่ยงชีวิตในสนามรบ ก็ต้องไปเพราะคำว่า หน้าที่ลูกผู้ชายมันค้ำคอ และเวลาไปกินมื้ออาหารนอกบ้าน ถ้าคนที่นั่งอยู่เป็นผู้ชายแต่ให้ผู้หญิงออก เพราะผู้ชายหาเงินได้น้อยกว่าผู้หญิง ก็จะถูกมองด้วยสายตาแปลก ๆ และถูกวิพากย์วิจารณ์ในสังคมลับหลังแบบเชิงลบ ตอนนี้มันถึงเวลาที่ต้องคิดแล้วว่าระบอบปิตาธิปไตย ส่งผลต่อชีวิตของคนเรามากแค่ไหน และกำลังกดความเป็นมนุษย์ของใครบางคนอยู่หรือเปล่าขอบคุณเครดิตรูปภาพ หน้าปกรูปภาพประกอบที่ 1 / 2 โดย luxstorm / 3 / 4 โดย Myriams-Fotos