หุ้นแบงก์ย่อเป็นจังหวะซื้อ BBL-BAY-KKPยิลด์กว่า6%

#BANK #BBL #ทันหุ้น – แบงก์ใหญ่กำไรไตรมาส 3 ร่วงตามคาด ด้านโบรกมองไตรมาส 4/2569 ลดลง QoQ แต่ทรงตัว YoY จากปัจจัยฤดูกาลที่บันทึกค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ส่งผลทั้งปีนี้กำไรหด 3-5% YoY ก่อนกลับมาเติบโต 5% ในปี 2570 จาก NIM ฟื้น-ตั้งสำรองลด ชี้ หากราคาหุ้นอ่อนตัวเป็นจังหวะ “ซื้อสะสม” รับเงินปันผล ชู BBL-BAY-KKP ดิวิเดนด์ยิลด์สูงกว่า 6%
วานนี้ (21 ต.ค.) ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่) ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มีกำไรสุทธิ 12,720 ล้านบาท ลดลง 2.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,007.19 ล้านบาท บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB มีกำไรสุทธิ 10,677 ล้านบาท ลดลง 11.44% จาก YoY ที่มีกำไรสุทธิ 12,056.25 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มีกำไรสุทธิ 12,582.10 ล้านบาท ลดลง 13.90% จาก YoY ที่มีกำไรสุทธิ 14,620.10 ล้านบาท
@คาดหวังสูง
นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ให้ปรับตัวลงหลังประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2569 เกิดจากการที่บางธนาคารจะทำผลงานได้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากนักลงทุนมีความคาดหวังค่อนข้างสูง
ทั้งนี้ภาพรวมผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ประกาศออกมาดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยบล.กสิกรไทย ประเมินไว้เล็กน้อย ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ดีกว่าคาด หลังต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funds) ลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญต่ำกว่าคาด และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่ได้เพิ่มขึ้นรุนแรงอย่างที่กังวล
ด้านการปล่อยสินเชื่อ เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate Loan) ในหลายธนาคาร สะท้อนความต้องการเงินทุนที่เริ่มกลับมา ท่ามกลางแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้นในระยะถัดไป โดยธนาคารที่มีฐานลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการกลับมาลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และยังไม่พบสัญญาณความเสี่ยงรุนแรง โดยผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของพอร์ตสินเชื่อ จึงยังไม่ใช่ปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อผลประกอบการของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ
@เป็นจังหวะสะสม
ดังนั้นราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่อ่อนตัวลง เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมเพื่อรับเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยที่มากกว่า 6%) อาทิ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เพราะมูลค่าหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ประมาณ 0.6 เท่า, ส่วน BAY มีประเด็นสนับสนุนจากสัญญาณการกลับมาของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่เริ่มกลับมาลงทุนในไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อลูกค้าองค์กรในระยะถัดไป และ KKP ที่คาดการณ์กำไรปีหน้าเติบโต 15% พร้อม Dividend Yield สูงระดับ 7%
@BBL คลายกังวล Permata
สำหรับ BBL ประเด็นที่ตลาดจับตาคือการลงทุนในธนาคารเพอร์มาตา (Permata) ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างความกังวลและส่งผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุน โดยผลการดำเนินงานของ Permata ยังแข็งแกร่งยังไม่ส่งผลกระทบเชิงลบรุนแรงต่อ BBL ตามที่ตลาดกังวล
“BBL ยืนยันว่าธุรกิจของ Permata ยังคงมีความแข็งแกร่ง และผลการดำเนินงานจริง (Operation) ในอินโดนีเซียยังไม่ได้เห็นผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญไม่ต้องตั้ง Mark Loss: ไม่มีความจำเป็นต้องบันทึกขาดทุนจากการปรับมูลค่า (Mark loss) เนื่องจากงบการเงินของ Permata ถูกนำมารวมอยู่ในงบการเงินรวมของ BBL โดยตรง ไม่ได้จัดประเภทเป็นเงินลงทุน”
@แบงก์ไทยกำไรปีนี้หด 3.5%
นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเมินแนวโน้มผลประกอบการกลุ่มธนาคารในไตรมาส 4/2569 คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ลดลง จากไตรมาส 3/2569 (QoQ) เนื่องจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามฤดูกาลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายพนักงานและรายการที่มักเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ปัจจัยดังกล่าวอาจจำกัดการฟื้นตัวของกำไรระยะสั้น และทำให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารมีโอกาสเคลื่อนไหวซึมตัว หลังตลาดรับรู้ผลประกอบการไตรมาส 3 ไปแล้วเป็นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารมีโอกาสกลับมาเติบโตประมาณ 5% จากปีนี้ โดยมีแรงหนุนจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่มีแนวโน้มลดลง NIMปรับตัวดีขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนที่มีโอกาสเร่งตัว โดยเฉพาะโครงการพลังงานตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) การลงทุน Data Center และโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการสินเชื่อในระยะต่อไป ทั้งนี้ การฟื้นตัวของกำไรยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ความสามารถในการขยายสินเชื่อ และการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ของแต่ละธนาคาร
@กลยุทธ์ลงทุน
ด้านกลยุทธ์การลงทุน สำหรับนักลงทุนระยะสั้น แนะนำพิจารณาขายปรับพอร์ตหรือโยกเงินลงทุนไปยังกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่ประกาศผลประกอบการและมีแนวโน้มกำไรเติบโตดี เนื่องจากหุ้นธนาคารส่วนใหญ่ผ่านช่วงประกาศงบไตรมาส 3 และรับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปแล้ว ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 4 ยังมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาล
ส่วนนักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวที่เน้นผลตอบแทนจากเงินปันผล ยังไม่จำเป็นต้องเร่งเข้าซื้อในระยะสั้น โดยอาจรอผลประกอบการไตรมาส 4/2569 ให้ชัดเจน หรือทยอยสะสมในช่วงต้นปี 2570 เพื่อเตรียมรับเงินปันผล ทั้งนี้ ควรเลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยให้น้ำหนักกับธนาคารที่มีความสามารถรักษาฐานกำไร มีคุณภาพสินทรัพย์เหมาะสม และจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ อาทิ KTB
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
