พระราชประวัติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

พระราชประวัติ

        สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

          ทรงศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนจิตรลดาและประเทศอังกฤษ จากนั้นทรงศึกษาเตรียมทหาร ณ โรงเรียนคิงส์ และคณะการศึกษาด้านทหาร ณ มหาวิทยาลัยนิวเซาเวลล์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยทรงศึกษา ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบกหลักสูตรประจำชุดที่ 5-6 ทรงสำเร็จปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร

พระราชกรณียกิจ

        • ด้านการศึกษา

           มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน

          ด้วยพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นจะสร้างโอกาสให้กับเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ ทรงมีพระราชดำริให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และทรัพย์จากผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่ยากจนได้มีโอกาสศึกษาอย่างต่อเนื่อง พ.ศ. 2552 ทรงพระราชดำริให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และ พ.ศ.2553 ทรงจัดตั้งเป็น “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” หรือ ม.ท.ศ. พระราชทานทุนการศึกษาต่อเนื่องตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลายจนกระท่งจบอุดมศึกษาให้แก่นักเรียนทุกจังหวัด จังหวัดละ 2 คน และทรงเน้นย้ำว่า “เมื่อทำโครงการมาแล้ว จำเป็นต้องศึกษา ติดตาม และพัฒนาแผนในการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง การทำงานที่ได้ผล ต้องศึกษาข้อมูล มีการปรับแผนให้ทันสมัย และมีความใส่ใจที่ทำงานต่อเนื่อง”

          การส่งเสริมการศึกษา

          ทรงมีพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการส่งเสริมการศึกษา พระราชทานกำลังใจและพระโอวาทในโอกาสสำคัญต่างๆ เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศและทรงเล็งเห็นปัญหาของเยาวชนในถิ่นทุรกันดารซึ่งยังขาดโอกาสทางการศึกษา ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมกับสนับสนุนให้กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งโรงเรียนมัธยมในถิ่นทุรกันดาร 6 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา จังหวัดนครพนม กำแพงเพชร สุราษฎร์ธานี โรงเรียนมัธยมสิริวัณณวรี จังหวัดอุดรธานี สงขลา และฉะเชิงเทรา ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ และทรงรับโรงเรียนเหล่านี้ไว้ในพระราชูปถัมภ์ พร้อมพระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และวีดิทัศน์ เป็นต้น พระราชทานคำแนะนำในด้านการพัฒนาการศึกษา และทรงส่งเสริมให้โรงเรียนดำเนินโครงการอันเป็นประโยชน์แก่นักเรียนอย่างต่อเรื่อง เช่น โครงการอาชีพอิสระ เพื่อให้เยาวชนได้ใช้ความรู้ประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เมื่อว่างเว้นจากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียน เพื่อติดตามผลการจัดการศึกษา

        • ด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข

          ทรงได้ตระหนักว่า สุขภาพพลานามัยอันดีของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคลอันมีคุณภาพไว้เป็นพลังในการพัฒนาประเทศ จึงทรงมุ่งมั่นในการประกอบพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ และสาธารณสุข เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2521 รัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จำนวน 21 แห่ง ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงพยาบาลสม่ำเสมอ พระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ทันสมัยเพื่อสามารถให้บริการที่ดีแก่ประชาชน และเมื่อปี พ.ศ. 2537 ทรงรับเป็นประธานกรรมการอำนวนการจัดสร้างอาคารศูนย์โรคหัวใจ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นต้น

        • ด้านศาสนา

          เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2509 ได้ทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวชในพระบวรพระพุทธศาสนาตามพระราชประเพณีเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 และประทับ ณ วันบวรนิเวศวิหาร ระหว่างทรงผนวช ทรงพระอักษร ศึกษาพระธรรมวินัยและทรงศึกษาจิตตภาวนาหรือวิปัสสนาธุระอย่างเคร่งครัดทุกวั

        • ด้านเกษตรกรรม

          ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทย เช่น เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชพิธีพืชมงคล ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นประจำ และเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2529 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทำปุ๋ยหมักเป็นปฐมฤกษ์จากผักตบชวาและพืชอื่นๆ ณ บ้านแหลมสะแก จังหวัดสุพรรณบุรีได้ทรงสาธิตการทำนาด้วยพระองค์เอง โดยทรงถอดฉลองพระบาท ถลกพระสนับเพลา ทรงพระดำเนินลุยโคลน หว่านพันธุ์ข้าวปลูกและปุ๋ยหมักในแปลงนาสาธิต

          พ.ศ. 2545 ทรงรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ไว้ในพระราชานุเคราะห์และทรงพระราชานุญาตให้อันเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการ ด้วยทรงประสงค์จะให้บริการแก่เกษตรกรในการแก้ไขปัญหาด้านการผลิตทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ และมีประสิทธิภาพ ต่อมาในปี 2549 ได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ในพื้นที่สวนบ้านกองแก อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นที่สูงให้แก่เกษตรกรอย่างครบวงจรประจำภาคเหนือ ภายใต้ชื่อโครงการเกษตรวิชญา อันเป็นการสานต่อพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

        • ด้านการทหาร

          ทรงดำรงยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทหารอย่างเต็มพระราชกำลังความสามารถ แม้เป็นพระราชภารกิจที่ทรงเสี่ยงต่ออันตราย ทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือ และภาคอีสาน ทรงคุ้มกันพื้นที่บริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ณ จังหวัดตราด

          ด้วยทรงเห็นความสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของเหล่าทหารผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมกองทหารในถิ่นทุรกันดาร พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร และได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ทรงรับอุปการะเด็กกำพร้าจากเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระราชทานทุนการศึกษาต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือจนกว่าจะมีอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง

            เจ้าฟ้านักบิน

          ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการด้านการทหารตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยเฉพาะในด้านวิทยาการบิน อาทิ ทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติมและทรงศึกษางานทางการทหาร ณ ประเทศออสเตรเลีย ทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติกการทางอากาศพิเศษ การทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ ทรงศึกษาหลักสูตรทางทหารในอีกหลายโอกาสด้วย

          ทรงรอบรู้วิทยาการด้านการบิน ทรงเชี่ยวชาญเทคนิคสมัยใหม่ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2530 ทรงชนะเลิศการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศ จังหวัดลพบุรี ทรงมีชั่วโมงฝึกบินอย่างต่อเนื่องสูงมาก และนับว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้ ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการบินเป็นที่ประจักษ์       

        • ด้านการกีฬา

          ทรงมุ่งหวังจะสร้างขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬาไทยในการแข่งขันสำคัญต่างๆ ได้พระราชทานไฟพระฤกษ์ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดเอเชียนเกมส์ พ.ศ. 2541 พระราชทานวโรกาสให้นักกีฬาไทยเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทในโอกาสต่างๆ พระราชทานพรและทรงแสดงความชื่นชมยินดีนำความปลื้มปิติและภาคภูมิใจอยย่างหาที่เปรียบได้มาสู่ผู้เข้าเฝ้าฯ เป็นการเสริมพลังใจให้แก่นักกีฬาเป็นอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม  

Tags: พระราชประวัติ พระบรมโอรสาธิราชฯ